วิธีการอ่าน paper
posted on 10 Sep 2008 19:28 by molecularkitten in MolecularWorld
วันนี้มาสั้นๆ ค่ะ แต่ว่าก็อยากเขียนนานแล้ว
เพราะเคยอ่านเจอจากห้องหว้ากอว่า มีน้องๆที่บ่นว่า
เวลาอ่าน paper แล้วงงๆจับต้นชนปลายไม่ถูก วันนี้
เลยขอเขียนวิธีการอ่าน paper ตามแบบที่ได้รับคำแนะนำมาค่ะ
เพราะถ้าเรียนไปๆ paper มันก็มากขึ้นตามลำดับ จะให้
มานั่งอ่านอย่างละเอียดทุกอันก็คงไม่ไหว วิธีนี้ก็จะช่วยให้
ประหยัดเวลา และคัดกรอง สิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปได้ค่ะ
อันดับแรกที่ทำให้สะดุดตา ก็คงจะเป็นชื่อเรื่อง (แหงล่ะ)
จากนั้นเราก็ต้องอ่าน Abstract ให้เข้าใจก่อนค่ะ ว่ามันคือ
เรื่องอะไร มีรายระเอียดคร่าวๆคือ อะไรบ้าง ตกลงว่า paper
อันนี้มันเกี่ยวกับที่เราอยากรู้จริงหรือเปล่า พอได้ความจาก
Abstract แล้ว ต่อจากนี้ละ ที่จะเริ่มงงกัน ว่าไปต่อยังไงให้เร็ว
ที่สุด
อันดับแรกคือ ต้องอ่าน introduction ให้เข้าใจค่ะ หลายคนชอบ
ข้ามตรงนี้ไป ซึ่งเราก็เคยเป็น เพราะส่วนนี้จะเป็นอะไรที่บอกที่มาที่ไป
เกริ่นนำว่ามันเกี่ยวกับอะไร บอกสิ่งที่เราควรรู้ก่อนอ่านต่อไป มีปัญหา
หรือ ข้อสงสัยที่เป็นข้อมูลอะไรมาก่อนหน้านี้ จากนั้นก็จะเริ่มเข้าสู่
วัตถุประสงค์ หรือ objective ซึ่งส่วนใหญ่จะเขียนไว้ตรงย่อหน้าสุดท้าย
นั่นแหล่ะค่ะ ที่เป็นตัวบอกว่าทั้ง paper เนี่ยเขาต้องการศึกษาเพื่ออะไร
ที่นี้ก็หวานหมูเราแล้วล่ะค่ะ มาถึงตรงนี้แล้ว ให้ข้ามไปดู results ได้เลย
มี gel ดู gel มีกราฟดูกราฟ เพราะเรารู้แล้วนี่ว่าเขาต้องการศึกษาอะไร
ซึ่งตรงนี้พอเห็นผลใน results แล้ว เราก็น่าจะพอมองออกคร่าวๆแล้วค่ะ
ว่าการศึกษามันเป็นไปตามวัตถุประสงค์ไหม สามารถตอบคำถามของ
เจ้าของ paper เองได้หรือเปล่า ตรง results นี่ให้ดูไปพร้อมกับ discussion
ได้เลยค่ะ (จะได้รู้กันไปว่า คนทำมันโม้ว่าไงมั่ง
) แล้วถ้าเราสงสัยในผลการ
ทดลองว่า ไอ้นี่มันได้มายังไง หรือมาแต่หนใด ก็ค่อยพลิกไปดู Material &
Method เป็นอย่างสุดท้าย
วิธีนี้น่าจะช่วยคัดกรอง paper ให้อ่านได้เร็วขึ้นค่ะ
แต่ถ้าอ่านแล้วหลับ ไม่ต้องมาถามเจ๊นะคะ เพราะอ่านทีไร
แล้วก็หลับเหมือนกันค่ะ (esp.พวก review)
หมายเหตุ : สมัยเรียน current topic จำได้เลย paper ของ
อัลเบิร์ตอ่ะ แสบมาก อ.ให้อ่านไรไม่รู้ ศัพท์ยากโคตรรรรรรรรรร
มันเป็น review เกี่ยวกับ Drosophila ด๋อยไรไม่รู้ (ถ้าจำไม่ผิด)
ใช้ศัพท์ประหนึ่งเราเป็นประชากรอังกฤษโดยกำเนิด จนเชี้ยยะ
ยังบ่น คำง่ายกว่านี้ก็มี แม่งเสือกไม่ใช้ แล้วดันไปบ่นกับอัลเบิร์ต
อีกนะ เลยเจอด่า ถ้าจะเอาง่ายกว่านี้ ไอว่าอันนั้นมันระดับ
undergrad แระ เลยต้องก้มหน้ารับกรรมกันต่อไป
(ฮา) สรุปว่า
นอกจากมึนงานวิจัยมันแล้ว ยังมึนกับศัพท์มันอีกต่างหาก แต่
ก็ว่าไม่ได้ เพราะไอ้ paper นั่น มันมาจากอังกฤษค่ะพี่น้อง ดินแดน
เจ้าของภาษา เพ่แกเลยไม่ปราณีใครเลย (ก็อย่าให้ได้แก้แค้นบ้าง
จะไปขุดศัพท์สมัยอยุธยา+ภูมิภาคมาใช้มั่ง
)
-----------------------------------------------------------
เล่มนี้ก็อยากได้ โฮะ โฮะ
ผลจากเพลงล่าสุดของป๋าเลยไปขุดอัลบั้ม จับคนแก่มาร้อง
เพลงเก่าของป๋า (ตามที่คุณพิมว่า) ออกมาฟังค่ะ เป็นอัลบั้ม
ที่ป๋าแกเอาเพลงสมัยเก่าๆที่คนชอบ+แกเองก็ชอบมาร้องใหม่ค่ะ
อัลบั้มนี้เราก็ชอบหลายเพลงนะคะ เพลงนี้ Cosmos (秋桜)
หรือ kosumosu ตามการออกเสียงของคนญี่ปุ่น (แต่คันจินั่น
อ่านว่า Akisakura มิใช่รึ?) หมายถึงไอ้ดอกไม้ตามรูปนั่นหล่ะค่ะ
(ดาวกระจาย?) เห็นว่าเป็นดอกไม้ประจำฤดูใบไม้ร่วงของชาวญี่ปุ่น
แต่ทำไมเรารู้สึกว่า มันดูสดใสเกินกว่าฤดูใบไม้ร่วงหว่า
ต้นฉบับ
เป็นเพลงของนักร้องหญิงญี่ปุ่นรุ่นเก่าชื่อดัง Momoe Yamaguchi
สามารถดูต้นฉบับได้ที่ Youtube ค่ะ (หน้าเธอเหมือนกงลี่จังเนอะ)
เห็นคนมาเม้นท์บอกว่า เนื้อหาของเพลงเกี่ยวกับ ลูกสาวที่กำลัง
จะจากอ้อมอกแม่ไปออกเรือนค่ะ แล้วนี่คือ ความรู้สึกในคืนสุดท้าย
ก่อนแต่งงานของเธอ ฟังจากเพลงรู้สึกว่าเศร้ามากเลยค่ะ มันคือ
สิ่งที่เรียกว่า Marriage blue หรือเปล่าคะ? เรื่องความรู้สึกก่อนออก
เรือนนี่ไม่สันทัดนะ
แต่ว่าความรู้สึกของคนเป็นแม่นี่ คงเป็นห่วงลูกสาว
เอามากๆเลยล่ะค่ะ ส่วนตัวก็คิดว่า คงไม่มีใครดูแลเราได้เท่าพ่อแม่หรอก
นะคะ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เลี้ยงลูก ก็คงเลี้ยงได้แต่ตัว และทุกคน
ก็ต้องเติบโต และก็มีวิถีชีวิตเป็นของตนเองเช่นกัน ว่าแต่เพลงนี้มันเกี่ยว
กับอันนี้จริงๆหรือเปล่านี่ชักงง
ยังไงก็ตาม เราก็ชอบมากนะคะ เสียงท่านป๋าสุดลิ่มทิ่มประตูจริงๆค่ะ
arrange ออกมาเป็น jazz อีก ชอบเสียงแซคมากๆเลย