Fukuyama : CUT Magazine interview (2009.07) 3

posted on 07 Sep 2009 22:15 by molecularkitten  in MashaSection

 

Cut Magazine (2009.07) No. 248

 

Part III

 

Image Hosted by ImageShack.us

 

คุณยังระลึกถึงเรื่องราวเกี่ยวบ้านเกิดและความเป็นมาของตัวคุณเองได้เป็นอย่างดี
เทียบกับ 5 หรือ 10 ปีที่แล้ว ตอนที่คุณร้องเพลงสมัยแรก ๆ อย่าง
"Tsuioku no Ame no Naka" เหมือนในวันศุกร์ที่ผ่านมา ความรู้ึสึกของคุณ
ในตอนนี้แตกต่างออกไปบ้างไหม ?

F: ในตอนนี้ผมรู้สึกกับเพลงนี้เป็นพิเศษ จากความจริงที่ว่าผมสามารถใส่ไลฟ์
เวอร์ชั่นของเพลงนี้ลงไปในงานที่ออกในปีครบรอบ 20 ปีในวงการ (ซิงเกิ้ล Keshin)
ได้ ตอนที่ Tsuioku no Ame no Naka วางจำหน่ายครั้งแรก เราทำยอดได้แค่
2,800 ชุด ถึงแม้ว่าทีมงานจะบอกผมว่าได้ไป 3,800 ชุด แต่ตัวเลขจริงได้แค่ 2,800
เท่านั้น ที่เพิ่มมาอีก 1,000 นี่แค่ผู้จัดการผมในตอนนั้นแอบโม้เพิ่มมา
เพื่ออะไรเนี่ย ? (หัวเราะ)

 

(หัวเราะ)

F: "Tsuioku no Ame no Naka" ขายไม่ได้เลย ผมถึงได้อยากให้มันขึ้นแแท่น
อันดับ 1 ในตอนนี้

(ใครจะว่ายังไง แต่หนูชอบเพลงนี้นะ)

 

ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า

F: เหมือนมีลูกไม่เอาไหนแล้วพยายามยัดเงินให้เข้าไปอยู่ในโรงเรียนดี ๆ (หัวเราะ)
อยากดันก้นมันให้เข้ามหาลัยดี ๆ ซะจริง ๆ (หัวเราะ) โอ้...นี่เป็นเพลงหนึ่ง
เลยนะที่ผมร้องในคอนเสิร์ตตลอด

 

จริง

F: ผมชอบร้องเพลงเก่า ๆ ในคอนเสิร์ตนะ แฟนที่คุ้นเคยกันดีอยู่แล้วก็จะตอบรับดีกับเพลง
เก่า ๆ พวกนี้ แต่สำหรับแฟนเพลงที่มาคอนเสิร์ตเป็นครั้งแรก หรือคนที่ไม่ค่อยรู้จักเพลง
สมัยก่อนของผม ก็ไม่ต่างอะไรกับได้ยินเพลงที่ไม่เคยฟังมาก่อน จากนี้ต่อไป
ผมก็อยากเอาเพลงเก่า ๆ ที่ร้องในคอนเสิร์ตพวกนี้กลับมาให้คนได้ฟังไปทีละนิด ๆ
มีหลายอย่างที่ผมอยากทำมาก แค่ยังไม่มีโอกาสเท่านั้น อย่าง เอาเพลงเก่ามาออกใหม่อีกครั้ง
คนจะได้รู้จักสักที มีแผนแบบนี้ (หัวเราะ)

 

ดูเหมือนว่าโดยทั่วไปศิลปินเขาไม่ค่อยอยากจะทำอะไรกับลูกไม่รักดีกันต่อไปอีกแล้วนะ (หัวเราะ)

F: ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!

 

แล้วทำไมฟุคุยาม่าซังถึงยังติดอกติดใจอยู่แทน ?

F: ฮะ ผมเชื่อว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการสร้างงานก็คือความปรารถนาที่ขับเคลื่อนออก
มาจากข้างใน ไม่ใช่ว่าทำหรือพูดได้ดีอย่างไร แต่เป็นใจที่คุณใส่ลง
งานว่ามีมากน้อยแค่ไหน แน่นอนว่าจนเดี๋ยวนี้ผมก็ยังทำงานด้วยความสนุกสนาน
ตื่นเต้นอยู่ แต่ให้พูดตามจริงก็คือ ช่วงเวลานั้นผมไม่มีความมั่นใจในตัวเอง
เลย ผมต้องทุ่มลงไปหมดทุกอย่างเท่าที่ผมมี ด้วยความท้อแท้ในความเบาโหวงของตัวเอง
เพราะมีเรื่องที่ผมไม่รู้มากมายเหลือเกิน ก็เลยรู้สึกประทับใจกับรสชาติ
ที่ผมใส่ลงไปให้กับงานของตัวเองสมัยที่ยังเด็ก ๆ มาก

 

ใช่

F: ผมเลยอยากเอาเพลงพวกนั้นขึ้นมาทำใหม่ อยากมีไว้ให้วงแบ็คอัพของเรา
เล่นในคอนเสิร์ต ซึ่งก็ได้รับความช่วยเหลือจากอิโนะอุเอะ อากิระซังในส่วนของการเรียบเรียง
จริงอยู่ที่เพลงสมัยก่อนของผม เนื้อหามักจะไม่ค่อยปะติดปะต่อกันเท่าไหร่
สื่อให้เข้าใจก็ไม่ค่อยได้ แต่ถ้าใช้ความคิดและความพยายามให้มากพอ ก็น่าจะกลาย
เป็นชิ้นงานที่เป็นเรื่องเป็นราวได้ ผมเอาพวกนี้กลับมาประเมินดูอีกครั้ง
ซึ่งถือว่ามีความสำคัญกับผมมากในตอนนี้ เพราะอยากให้เพลงของตัวเอง
เป็นงานที่สมบูรณ์แบบตลอดกาล และท่ามกลางการเรียบเรียงใหม่นี้
ผมยังสามารถรักษากลิ่นอายเดิมไว้ได้ด้วยหรือเปล่า ? นี่เป็นสิ่งที่ผมจำเป็น
ต้องทำออกมา พอนึกไว้แบบนี้ก็เลยรู้สึกกลัวอยู่เหมือนกัน ดังนั้นการเอาเพลง
เก่ามาเล่นใหม่นี่จึงถือว่าเป็นงานที่สำคัญอย่างมากสำหรับผม

 

คุณบอกว่ามาถึงตรงจุดนี้ได้เพราะไล่ตามเสน่ห์และความเปล่งประกาย ถึงคุณไม่ได้
ใฝ่ใจอยู่กับอดีตที่ผ่านมาหรือบ้านเกิดของคุณมาก่อน แต่ก็คิดว่าแสงสีระยิบระยับ
ของโตเกียวคงไม่ได้เป็นตัวตนเป้าหมายหรือความใฝ่ฝันของคุณอีกต่อไป
ตอนนี้ก็คงดูเหมือนกับเป็นที่ธรรมดาทั่ว ๆ ไปแล้ว

F: แต่ผมยังไม่เคยออกงานสังคมอย่างพวกปาร์ตี้หรืออะไรเลยนะ

 

(หัวเราะ) โตเกียวดูเป็นอย่างนั้นเหรอ ?

F: ถึงคุณจะไม่ได้เอามาลงใน CUT แต่ในนิตยสารอื่นอย่าง BRUTUS ไม่เห็นหรือฮะว่ามีข่าวสังคม
ลงอยู่ตั้งแต่หน้าแรกเลย ไม่นึกบ้างเหรอว่าให้อารมณ์แบบโตเกียวจริง ๆ (หัวเราะ)

 

(หัวเราะ) ก็ใช่ แต่คุณไม่ได้มาโตเกียวเพราะอยากมาปาร์ตี้นี่นา ใช่ไหม ?

F: ไม่เลยจนเดี๋ยวนี้ แต่ก็อยากลองดูหน่อยเหมือนกันนะ อย่างห้อง VIP ในบางคลับอะไรเงี้ย (หัวเราะ)
(คลับอะไรยะ)

 

ก็ไปได้อยู่แล้วนี่ (หัวเราะ) แต่จากเนื้อเพลง "โตเกียว" (เพลงประกอบละคร Slow dance)
กับเพลงประกอบหนังโตเกียวทาวเวอร์ของลิลี่ซังที่คุณเขียน ทำให้คิดว่าฟุคุยาม่าซังเพิ่งมองดูโตเกียว
ในฐานะที่เป็นสถานที่ธรรมดาได้ ทั้งที่ไม่เหมือนว่าจะเป็น....

F: อืมม...

 

เชื่อว่าเพราะคุณได้รับการยอมรับแล้วในสถานที่ที่เป็นความฝันของคุณ ซึ่งก็คือ โตเกียว
ทำให้ตอนนี้คุณหันกลับไปมองนางาซากิด้วยสายตาที่ต่างไปจากเดิมได้

F: นั่นคือจะบอกว่าผมน่าจะลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่ได้ใช่ไหม ก็ใช่นะ ผมเคยคิดเรื่องนี้เหมือนกัน
ถึงคุณจะพูดไม่ได้ว่าโตเกียวดึงดูดใจผมได้ แต่สำหรับผมแล้ว โตเกียวก็ยังคงเป็นสถานที่ที่ค่อนข้าง
พิเศษ ถ้าลูกผมโตอยู่ที่นี่ ก็คิดว่าคงต้องส่งเข้าโรงเรียนเอกชน จะไม่ใช่เรื่องของหลักการ
ส่วนตัวอีกต่อไป ผมรู้สึกว่าคงต้องบวกแนวความคิดที่เป็นวิถีทางที่ดีที่สุดของเมืองนี้ไว้ด้วย
แต่ถ้าสุดท้ายแล้วเราไม่ได้อยู่โตเกียว ความคิดของผมก็อาจจะต่างออกไปเลยก็ได้

 

ใช่

F: คิวชูเองก็เป็น....ที่ที่ดีมาก ๆ เลยนะ (หัวเราะ)

 

ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! งั้นคุณอยากกลับไป ?

F: อืมม... ผมไม่คิดว่าจะอยู่ห่างออกไปจากชีวิตที่นี่ได้นะ เพราะเป็นฐานในการทำงาน
ที่ดีมาก ทำให้ผมเขียนเพลงได้แล้วก็ให้ความรู้สึกกระตือรือร้นกับตัวเองดี

 

แต่คุณแน่ใจแล้ว ว่าอีกสัก 10 ปีก็ยังอยู่โตเกียวต่อไป ?

F: ผมคงให้ที่หลักเป็นโตเกียว แรงกระตุ้นจากเมืองใหญ่ถือเป็นพลังชีวิต
ผมไม่ใช่คนประเภทที่มีแรงบันดาลใจเต็มเปี่ยมพรั่งพรูออกมาจากข้างในได้
โดยไม่อาศัยสิ่งแวดล้อมภายนอก

 

CUT ฉบับนี้ทางเราเตรียมบทความพิเศษหัวข้อ "Men beyond classification" (ผู้ชายเกินนิยาม) ไว้
พร้อมกับที่ฟุคุยาม่าซังมาเป็นปก

F: ใช่ แล้ววันนี้ก็กำลังสัมภาษณ์ลงบทความพิเศษนี้อยู่ เมื่อวานผมก็นั่งคุยกับ
ซาวน์เอ็นจิเนียที่ทำงานด้วยกันตลอดในอัลบั้ม Zankyo เพราะสวมหมวกหลายใบ
มากกว่าหนึ่งอย่าง คนก็เลยไม่ค่อยมองว่าผมเป็นศิลปินที่ทำงานเองสักเท่าไหร่
(หัวเราะ) เกือบทุกคนที่ผมทำงานด้วยเลย จะคิดว่าผมไม่ใช่คนที่มาจะมาเกี่ยวข้อง
ในขั้นตอนการทำงาน แน่นอนว่าเป็นความรับผิดชอบของผมเองที่ทำให้คน
เข้าใจแบบนั้น แต่ในขณะเดียวกัน นี่ก็เป็นสิ่งที่เรียกว่า "ภาพที่ออกสื่อ"
.....เหมือนกับสิ่งที่คุณเห็นในทีวี ซึ่งเป็นสิ่งที่มีอิทธิพล (ต่อผู้บริโภค) มาก
ช่วงปี 90 เราก็มีคาแรคเตอร์อย่าง "ชินี่จัง" (Chiinii-chan - พี่รอง บทบาท
สร้างชื่อให้กับฟุคุยาม่าซังจากละครเรื่อง Hitotsu yane no Shita
- ใต้หลังคาเดียวกัน)
ดังนั้นผมเลยกลายเป็น "ชินี่จัง" ในสายตาของผู้คน
โดยไม่เกี่ยวกับว่าผมจะเขียนเพลงมากสักเท่าไหร่ ยากมากครับที่จะเปลี่ยน
ภาพที่ออกมาจากสื่อ "เออ...คนก็ยังทำกับเราเหมือนเป็นชินี่จังอยู่..."
อะไรประมาณนั้น และภาพล่าสุดนี่ก็คงจะเป็นกาลิเลโอเซ็นเซ

 

ใช่ เป็นแบบนั้น

F: ผมอยากจะให้หลุดไปจากตรงนั้น ก็เลยอยากทำเพลงบรรเลงประกอบเพียว ๆ
ให้กับละคร (instrumental OST) ซึ่งถ้าไม่นึกเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว
ผมที่เป็นกาลิเลโอเซ็นเซคงจะมีภาพลักษณ์เป็นแค่นักแสดงอย่างเดียว ผมคิดว่า
ตราบใดที่เรายังอยู่ในวงการธุรกิจบันเทิงญี่ปุ่น ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะอยู่เหนือ
อิทธิพลของสื่อ อย่างถ้าผมไม่ได้ออกรายการเพลง ก็คงยากที่คนจะรู้จักเพลง
ของเรา และเพราะศูนย์กลางใหญ่ของสื่อจะพุ่งเป้าไปที่ทีวี ผมก็จำเป็นที่จะต้อง
พิจารณาถึงสิ่งที่อยากให้คนเห็น เรื่องที่ว่าผมจะนำเสนอตัวเองยังไงนี่
สำคัญมากนะครับ แต่ถ้าไปมุ่งอยู่แต่กับทีวี คนก็จะคิดว่าผมเป็นนักแสดงโทรทัศน์
อย่างเดียว ในอีกแง่หนึ่ง ก็เป็นความอยู่รอดด้วยเหมือนกันที่จะรักษา
ระดับความคงที่ในการให้คนเห็นนี่ไว้ ดังนั้น จริง ๆ แล้วจะจำกัดความว่าผม
เป็นอะไรแน่.....ถ้าผมได้เดบิวต์ในแบบที่ตัวเองอยากเป็นในตอนนั้น
ผมก็ไม่อยากที่จะไปเกี่ยวข้องกับงานหลาย ๆ ด้าน เพราะผมมาโตเกียว
ด้วยพื้นฐานความตั้งใจแรกว่าอยากตั้งวงดนตรี

 

To be Continued

 

* CUT special report หัวข้อ "Men beyond classification" (ผู้ชายเกินนิยาม) (หรือจะให้แปลว่า
ผู้ชายเหนือนิยาม ? อย่างไหน OK กว่ากันอ่ะคะ ? )
บนปกจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ
Fukuyama Masaharu / Takeshi Kitano / Clint Eastwood / Lily Franky

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet