Fukuyama : PLAYBOY magazine (April 2005) 1
posted on 03 May 2009 20:26 by molecularkitten in MashaSection
Interview with PLAYBOY magazine (April 2005) 1
This is a Thai version of the article translated in English by izumisano-san at Mashaplus-forums Apr 07th, 09
(Registration to be a member is required before you can log in ^^b)
F: Fukuyama P: PLAYBOY magazine
P: ดูเหมือนว่าคุณจะไม่ได้ขึ้นรถไฟมานานมากแล้ว
F: ไม่ได้ขึ้นรถไฟใต้ดินนี่มา 15 ปีแล้วครับ ธีมของวันนี้คือ ผมต้องซื้อตั๋วรถไฟเองด้วยใช่ไหม รู้สึกอย่างกับครั้งแรกเลย วันนี้ผมจงใจใส่ กกน. คู่ละ 5,000 เยนมาด้วย
P: ทำไมล่ะ?
F: เอ่อ...ผมเป็นคนระมัดระวังมากครับ ทุกครั้งที่เอารถมอเตอร์ไซด์ออกนี่ ผมต้องมั่นใจเลยนะว่าวันนั้นเลือกใส่ กกน. ตัวที่ดูดีแล้ว เผื่อกรณีที่เกิดอุบัติเหตุแล้วต้องไป รพ. คุณพยาบาลอาจจะต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ เลยต้องเตรียมตัวเผื่อไว้ครับ วันนี้ก็เหมือนกัน ผมไม่ได้ขึ้นรถไฟใต้ดินมานานมากแล้ว และยังต้องไปยืนถ่ายรูปในที่ที่คนเยอะแยะอย่างชินจูกุอีก เกิดสมมติว่าถูกแทงล้มลงไป แล้วต้องไป รพ. ก็อยากให้คุณพยาบาลเปิดออกมาแล้วเจอ กกน. ที่มันสภาพดีหน่อยตอนที่ช่วยชีวิตผม
P: นั่นเป็นเรื่องที่คุณคิดไว้เสมอเหรอนั่น! นี่คุณอาจจะต้องทำอะไรบางอย่างกับการที่ต้องสูญเสียอิสรภาพมาเป็นเวลา 15 ปีนับตั้งแต่เดบิวต์แล้วหรือเปล่า?
F: ช่วยไม่ได้จริงๆ ครับ เป็นเรื่องจริงที่ตอนนี้ผมลงไปเดินตามถนนแบบอิสระไม่ได้ ที่ทำได้ก็คือมองลงมาที่ชินจูกุแบบนี้ จากหน้าต่างของตึกสักแห่ง บางทีก็รู้สึกสั่นๆ บ้าง ตอนคิดไปถึงจำนวนผู้คนที่รู้จักเราอยู่
P: แต่ในฐานะคนมีชื่อเสียงแล้ว เห็นได้ชัดว่าดีกว่า ถ้าคนเขารู้จักคุณ!
F: ครับ ช่วงเริ่มต้นนี่จริงเลย ไม่งั้นคงทำงานนี้ไม่ได้ ถ้าไม่มีใครรู้จักว่าคุณเป็นใคร
P: เริ่มต้นนี่ คุณนั่งรถไฟมาโตเกียวใช่ไหม ทำไมไม่เป็นเครื่องบินล่ะ มันเร็วกว่าไม่ใช่เหรอ?
F: ผมไม่เคยขึ้นเครื่องบินมาก่อน ใจผมก็คิดได้แต่ว่าหนทางเดียวที่จะมาโตเกียวได้ก็ต้องเป็นรถไฟ คิดไว้แบบซื่อๆ ว่า "เป็นการเดินทางของหัวใจ" จริงๆ ค่ารถไฟตอนนั้นราคา 20,000 เยน ใช้เวลาทั้งหมด 18-19 ชม. กว่าจะถึงโตเกียว เรียกได้ว่ามาด้วยมือที่เกือบจะว่างเปล่า ไม่มีอะไรนอกเหนือไปจากเงิน 200,000 เยนที่ผมซุกไว้ในถุงเท้า ตอนนั้นผมกลัวว่าใครอาจจะขโมยเงินที่มีอยู่ไปตอนที่ผมหลับ ก็เลยเอาซุกไว้ที่ก้นถุงเท้า พอมาถึงโตเกียวครั้งแรก ตอนนั้นไม่มีทั้งกระเป๋าเงินแล้วก็โทรศัพท์เหมือนเดี๋ยวนี้ กระเป๋าเสื้อยีนส์ผมมีแต่เงิน เหรียญ แล้วก็ความฝันเท่านั้น
P: แล้วคุณอยู่ได้ด้วยเงินแค่ 200,000 เยน?
F: ตอนนั้นมีมาเท่านั้นจริงๆ ครับ เงินนั่นได้มาจากการขายมอเตอร์ไซด์ของผม ที่จริงแล้วเงินที่ซื้อมอเตอร์ไซด์ก็ยืมมาจากคุณยายอีกที ทันทีที่ผมได้เงินจากค่าลิขสิทธิ์ครั้งแรก ผมส่งคืนกลับไปให้คุณยายอีกหลายเท่าตัวเลยครับ
P: เท่ห์มากเลยนะนั่น!
F: ตอนที่ได้เงิน คุณยายกังวลใจมาก เพราะกลัวว่าผมจะไปเข้ากับแก๊งค์อะไรสักอย่างเพื่อหาเงินมา ปีที่แล้วผมพาคุณแม่กับคุณยายไปเที่ยวออนเซ็น (บ่อน้ำพุร้อน) ผมเช่ารถที่นางาซากิแล้วก็พาขับวนไปเที่ยวรอบๆ ชิมาบาระ คุณยายซึ่งอาจจะไม่ค่อยได้นั่งรถนานๆ นัก นั่งไปแป๊บเดียวก็บอกว่าเหนื่อยเลยต้องนอนเหยียดอยู่ที่เบาะด้านหลัง ผมไม่เคยขับรถระวังขนาดนั้นมาก่อนเลยนะ เพราะไม่อยากจะให้คุณยายกลิ้งตกลงมา!
P: จู่ๆ คุณก็ลาออกจากงานแล้วออกจากนางาซากิ เพื่อมาโตเกียว มีใครในโตเกียวที่คุณจะไปพึ่งพาได้อยู่หรือ?
F: ไม่มีเลยครับ นอกจากเพื่อนร่วมชั้นสมัยเรียนที่มาโตเกียวก่อนหน้านั้น ซึ่งเขาก็ให้การสนับสนุนด้านกำลังใจกับผมมาก งานแรกของผมคือ งานส่งพิซซ่า ที่ร้านพิซซ่าในชินจูกุ ครั้งหนึ่งผมเคยไปส่งพิซซ่าที่ โยโกกาว่าอิเล็คทริคคอปเปอร์เรชั่น แถวๆ ย่านหมู่ตึกระฟ้าในชินจูกุ (Shinjuku Skyscraper District) เครือบริษัทเดียวกับบริษัทที่ผมเคยทำงานที่นางาซากิ พอส่งพิซซ่าเสร็จ ผมหามอเตอร์ไซด์ไม่เจอ ไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่ากระทั่งรถมอเตอร์ไซด์แบบนี้ยังถูกขโมยได้ในชินจูกุนี่ ผมเดินหานานมาก แล้วก็นึกออกว่าตัวเองเข้าใจผิดว่าชั้น G/F แต่จริงๆ แล้วต้องเป็น 1/F
P: ใช่ มีหลายตึกแถวนั้นที่ไม่ได้เริ่มนับจากชั้น G (ชั้น ground) คนมาเป็นครั้งแรกนี่สับสนเอาได้ง่ายๆ เลย
F: ตอนนี้พอผมไปต่างประเทศบ่อยขึ้น ก็กลายเป็นเรื่องชินไปซะ แต่ตอนนั้นนี่มันเป็นเรื่องที่ทำให้ผมตกใจมากเลยนะ
P: งานส่งพิซซ่านี่ คงทำให้คุณต้องไปโน่นมานี่หลายที่มาก?
F: ผมเคยไปส่งพิซซ่าที่แฟลตเล็กๆ แห่งหนึ่ง ข้างในมีแต่ผู้หญิงเอเชียเต็มไปหมด บางคนยังเด็กๆ อยู่เลย และนั่นก็คือ ภาพของโตเกียว ที่ที่ผมเคยเคยจินตนาการไว้
P: หลังจากนั้นคุณก็เข้าร่วมการออดิชั่นของทาง Amuse แล้วก็เข้าสู่วงการ
F: งานเปิดตัวแรกของผมคือ ภาพยนตร์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับปาจิงโกะ ผมจำได้ว่าโทรไปบอกแม่จากตู้สาธารณะว่ากำลังจะได้เล่นหนังแล้วนะ ประโยคแรกที่แม่ถามคือ "หนังโป๊เหรอ?"
P: หลังจากนั้นคุณก็เป็นดีเจรายการวิทยุ แถมยังเคยร้องขอแอร์เครื่องหนึ่งให้รายการคุณด้วย
F: มันไม่มีสักเครื่องเลยนี่ครับตอนนั้น แต่ลงท้ายแล้วเครื่องแรกที่ผมได้มาก็ไม่ได้ซื้อเองหรอกนะ ชิบูยะ โคโตโนะซัง ที่เล่นละครเรื่อง Ai wa Doda ด้วยกันย้ายบ้านพอดี แล้วมีเกินมาเครื่องหนึ่ง เธอก็เลยเอาให้ผม แต่ถึงจะไม่ได้จ่ายเงินซื้อ แต่ค่าติดตั้งที่ต้องออกเองก็พอสมควรเลย
P: เคยกลัวว่าจะไม่โด่งดังไหม?
F: ผมเคยคิดว่าถ้าอยู่ทำงานในวงการไม่ได้ ก็คงจะไปทำงานเป็นโฮสต์! เรียกว่าคิดอะไรแบบห่ามๆ มากครับตอนนั้น
P: สุดท้ายแล้วก็ใช้เวลาถึง 3 ปีหลังจากที่คุณเดบิวต์แล้ว ถึงได้กลายมาเป็นนักดนตรี
F: พูดตรงๆ ก็คือ ผมไม่มีความสามารถที่แท้จริงอะไรเลยตอนนั้น ที่นางาซากิวงที่ผมเล่นอยู่ก็เป็น "คัฟเวอร์แบนด์" คือ แกะเพลงของคนอื่นเอามาเล่น ตอนนั้นมีคนชื่นชมผมเรื่องเล่นกีต้าร์มาก แต่นั่นมันก็แค่การจำคอร์ดได้เท่านั้น ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ไม่มีทางเลยที่ผมจะไปได้ไกลกว่านี้ในโตเกียว
P: คุณเลยรู้สึกว่าจริงๆ แล้วคุณไม่ได้เจ๋งมากพออย่างที่คิด
F: ใช่ครับ ครั้งหนึ่งในร้านขายเครื่องดนตรี 'อิชิบาชิ' ที่ชิบูยะ ผมเห็นพนักงานขายของที่นั่นทุกคนแต่งตัวแบบร็อคเกอร์ ที่ผมคิดไว้ก็คือ พวกเขาคงมีแต่ 'ลุ๊ค' (ภาพลักษณ์) มากกว่า จนกระทั่งพวกเขาเริ่มจับกีต้าร์และตีเล่นๆไป 2-3 คอร์ดเท่านั้นแหล่ะ ตอนนั้นผมรู้เลยว่าคนที่เบาปัญญาอย่างแท้จริงก็คือผมเอง
P: คุณเริ่มเล่นดนตรีครั้งแรกตอนอยู่ชั้นมัธยมต้นใช่ไหม?
F: พี่ชายของผมเป็นสมาชิกวงดนตรีของ ร.ร. อยู่แล้ว และพอดีว่าขาดคนเล่นอยู่ เลยมาชวนผมให้เข้าร่วมด้วย สัญญาว่าจะแยกห้องนอนให้เป็นของผมเองเลยเดี่ยวๆ ถ้าต่อเติมบ้านเสร็จแล้ว
P: หลังจากนั้นคุณตั้งวงดนตรีร็อคของคุณเองกับพี่ชายแล้วก็เพื่อนๆ?
F: แผนของเราตอนนั้น คือ ไปที่ฮากาตะในฟุกุโอกะหลังจากเรียนจบแล้ว แล้วก็เล่นดนตรีไปตามไลฟ์เฮ้าส์ที่เคยสร้างชื่อเสียงให้กับนักดนตรีดังๆ ของคิวชู เราจะเขียนเพลงของตัวเองที่เรียกร้องความสนใจจากผู้ฟังให้ได้ จากนั้นก็จะย้ายไปเล่นที่ชินจูกุลอฟท์ (Shinjuku Loft) และก็ดังแบบปากต่อปากจนได้เซ็นสัญญาเข้าสังกัดบริษัทใหญ่ๆ เพื่อทำเพลง อันนี้เป็นแผนเส้นทางสู่ความสำเร็จที่ผมคิดไว้ตอนอายุ 17
P: ตอนนั้นคุณตั้งใจจะเป็นมือกีต้าร์ใช่ไหม?
F: ใช่ครับ ตอนนั้นอยากเป็นมือกีต้าร์ เล่นกีต้าร์อยู่ข้างหลังนักร้องในวงดนตรี ไม่เคยนึกเรื่องเกี่ยวกับเขียนเพลงด้วยตัวเองมาก่อนเลย
P: แล้วอะไรทำให้คุณเริ่มคิดเรื่องเขียนเพลงเอง?
F: ตอนที่บริษัทหาทีมงานมาทำเพลงให้ผม หลังจากที่มาโตเกียวแล้วก็เข้าสังกัด Amuse ได้ผ่านทางออดิชั่น บริษัทขอดูเพลงของผมเอง ถึงแม้ว่าผมจะตอบรับไปแบบไม่ลังเลเลย แต่ก็สำนึกได้ทันทีว่าจริงๆ แล้วผมไม่เคยมีเพลงที่เป็นของตัวเองสักเพลง แล้วในระหว่างขั้นตอนการทำเพลงนั้น ผมก็รู้ตัวเลยว่าเราขาดความสามารถเอามากๆ
P: การทำเพลงเป็นกระบวนการที่เริ่มต้นจากการที่ไม่มีอะไรเลย อาจจะยากมากไปจริงๆ สำหรับคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์หรือลงลึกเรื่องการทำเพลงมาก่อน
F: การทำเพลงเรามักจะเริ่มจากศูนย์จากนั้นก็จบลงที่การผลิตเพลงออกมาในรูปแบบ CD จะอธิบายอย่างนี้ก็ได้ว่าเหมือนกับเป็นการเปลี่ยนสภาพจากสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น โน๊ตดนตรีที่ถูกเปล่งออกมาจากปาก กลายมาเป็นสื่อที่จับต้องได้ อย่าง CD ครับ
P: มีบางความเห็นบอกว่า ดูเหมือนคุณไม่ได้ผลิตอะไรที่มันจับต้องได้ออกมาเลยเมื่อปีที่แล้ว
F: ไม่มีข้อแก้ตัวครับ ทั้งที่จริงแล้วในระหว่างกระบวนการทำเพลงนั้น ช่วงที่สำคัญที่สุดคือช่วงที่ดูเหมือนไม่ได้ทำอะไรเลยนี่แหล่ะ ถ้าคุณอยากได้งานออกมาเรื่อยๆ ก็ต้องใส่วัตถุดิบป้อนเข้าไปเรื่อยๆด้วยใช่ไหมครับ เหมือนการทำสวน คุณยายผมทำสวนส้ม ตอนที่เห็นคุณยายทำงานนั้นทำให้ผมนึกไปถึงว่าคนเราส่วนใหญ่มักจะไปจดจ่ออยู่กับตอนเก็บเกี่ยว จนลืมนึกว่าลงแรงไปเท่าไหร่กับสวนในปีก่อนหน้านั้นเพื่อให้ได้ผลผลิตออกมา แต่ทุกๆ ฤดูหนาว ตอนที่ได้รับส้มที่คุณยายส่งมาให้ ก็ทำให้ผมรู้ว่าคุณยายยังแข็งแรงแล้วก็สบายดีอยู่ เหมือนกับทุกครั้งที่ผมปล่อยงานเพลงออกมา พอคนเห็น CD วางอยู่ก็ต้องคิดว่า "คนนี้นี่ยังคงทำงานหนักอยู่สินะ ถึงได้เห็นเจ้านี่ออกมา!"
P: เคยสังเกตุมาก่อนไหมว่าเพลงที่คุณเขียนส่วนใหญ่มาจนเดี๋ยวนี้มักเป็นเพลงในแง่บวก ออกแนวให้ความหวัง
F: ในวงการนี้ มีสต๊าฟและก็ทีมงานหลายๆ ฝ่าย ที่ช่วยกันรับผิดชอบดูแลงานที่ผมทำอยู่ในแต่ละจุดที่แตกต่างกันออกไป ทำให้ผมทำงานได้สะดวกขึ้นโดยที่เน้นไปที่ตัวเพลงอย่างเดียว ไม่จำเป็นต้องไปกังวลจัดการกับเรื่องยิบย่อยอะไรเองอีก ซึ่งตรงนี้ถึงผมจะไม่ได้ร้องขอไป ก็เป็นที่รู้กันว่านี่จำเป็นสำหรับวิถีชีวิตของผมตอนนี้จริงๆ ที่ต้องได้รับการดูแลจัดการอย่างกับไข่ในหินแบบนี้ ถ้าให้มาพูดถึงเรื่องอย่างการนั่งรถไฟใต้ดินที่อาจเป็นปัญหาสำหรับบางคน เพราะว่าคนเยอะ คนเมาก็เพียบ ถ้าให้ผมเขียนเพลงที่แสดงความรู้สึกของผู้คนในแง่นี้ออกมา มันจะทำให้เกิดการโน้มน้าวให้คนเชื่อไม่ได้เลย เพราะว่าตอนนี้ผมก็ไม่จำเป็นต้องขึ้นรถไฟแล้ว เลยไม่เคยรู้สึกหรือสัมผัสได้กับความรู้สึกน่ารำคาญอันนั้น หรือถึงแม้ว่าผมเคยมีประสบการณ์กับสถานการณ์ไร้เหตุผลชนิดอื่นๆ มาด้วยก็ตาม...
P: นั่นก็ทำให้คุณไม่เขียนพวกเพลงเกี่ยวกับการเมืองหรือต่อต้านสงครามด้วยใช่ไหม?
F: ผมยังไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องเขียนเรื่องเหล่านี้ด้วยตัวผมเอง แต่แน่นอนว่าการเขียนเพลงนั้นมักจะเต็มไปด้วยความสนใจส่วนตัวของคนเขียน สำหรับตัวผมเองแล้ว เป้าหมายของผมก็คือ การทำเพลงที่ทำให้คนอยากฮัมเพลงนั้นๆ ออกมาตอนที่รู้สึกมีความสุข
P: หมายความว่าคุณไม่อยากเขียนเพลงเศร้าๆ หรือเพราะไม่รู้ว่าจะเขียนแบบนี้ออกมายังไง?
F: ไม่ใช่ทั้งสองอย่างครับ มีบางทีเหมือนกันที่ผมได้ยินคนพูดว่า "No Music No Life" ผมยังคิดเลยว่าถ้าเกิดมีภาวะข้าวยากหมากแพงขึ้นแล้วผู้คนกำลังอดอยากล้มตายนี่ ไม่ว่าเพลงหรือเรื่องบันเทิงเริงใจอะไรก็คงไม่ช่วยทั้งนั้น ดังนั้นยังมีอย่างอื่นที่สำคัญกว่าเรื่องดนตรีอยู่อีกเยอะครับในโลกนี้
P: พูดอีกอย่างก็คือถ้าเอาแค่มีชีวิตรอดอยู่ได้เป็นหลัก ดนตรีก็ไม่ใช่เรื่องจำเป็นอีกต่อไปใช่ไหม?
F: ถ้าคิดในแง่ประโยชน์ของดนตรีทางด้านอารมณ์ความรู้สึกแล้วก็สภาวะทางจิตใจแล้ว ผมเชื่อว่าดนตรีก็เป็นเรื่องที่ไปในทำนองเดียวกับภาพยนตร์หรือว่าการถ่ายภาพครับ เพราะทุกอย่างที่พูดถึงนี้ล้วนเป็นสมบัติของสภาพแวดล้อมหนึ่งๆ ที่ความจำเป็นพื้นฐานอย่างเสื้อผ้า อาหาร ที่พักนั้นมีอยู่ไม่ขาดแคลนแล้ว ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่มีข้ออ้างสำหรับคนทำเพลงที่จะลดงานของตัวเองลง ยังไงเรายังอยากที่จะทำเพลงดีๆออกมาให้เต็มกำลังที่สุด ถึงแม้ว่าบางทีผลตอบรับจากผู้ฟังอาจจะไม่มากนักก็ตาม
P: เหมือนเป็นการจับคู่ที่ผิดพลาดหรือเปล่า ประมาณว่าคุณอยากบอกเล่าแบบนี้ แต่ผู้ฟังอยากได้ยินอีกอย่างหนึ่ง?
F: อาจมีได้หลายทางในการถ่ายทอดสารไปสู่คนฟังครับ แต่สุดท้ายแล้วมันจะสื่อไปได้ก็กับคนที่'ใช่' (คนที่ฟังแล้วโดนกับเพลงนั้นน่ะค่ะ จูนคลื่นได้ตรงกันประมาณนั้น) ตอนที่ผมเขียนเพลง ไม่ใช่ว่าเป้าหมายคือขายได้หนึ่งล้านแผ่นเป็นตัวผลักดัน แต่เป็นเสียงสะท้อนจากผู้ฟังในตอนที่ความคิดในการสร้างงานของผมสามารถ่ายทอดไปสู่คนฟังได้สำเร็จ
P: พูดถึงเสียงสะท้อนกลับ ทำให้นึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับแฟนรายการวิทยุ อย่างตอนที่เกิดเหตุแผ่นดินไหว แล้วรถไฟตกราง มีผู้โดยสารคนหนึ่งพยายามต่อโทรศัพท์เข้ามายังรายการของคุณ
F: ตอนที่ผมรับโทรศัพท์จากเขา ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การทำเหมือนว่านี่เป็นรายงานข่าวด่วนพิเศษหรือกระหน่ำยิงเขาด้วยคำถามเกี่ยวกับแผ่นดินไหวและเหตุที่เกิดขึ้น มากไปกว่าการที่ผมพยายามนึกหาวิธีให้เขารู้สึกผ่อนคลายแล้วก็เย็นลง เขาอาจจะเพิ่งโทรศัพท์ไปหาครอบครัวหรือว่าคนรัก แต่ประเด็นหลักก็คือรายการวิทยุของผมเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่เขาโทรศัพท์เข้ามาหาด้วย ผมไม่ใช่ผู้สื่อข่าว แต่กำลังเป็นคนหนึ่งที่เขาอยากคุยด้วยในเวลาที่วิกฤตแบบนี้ นั่นถือเป็นหลักสำคัญเลยที่ผมควรทำหน้าที่ตรงนั้นเพื่อช่วยแบ่งเบาช่วงเวลายากลำบากนั้นด้วยกันกับเขา
P: รู้สึกดีใจไหมที่คุณเป็นหนึ่งในคนที่เขาเลือกอยากให้ผ่านช่วงเวลากระวนกระวายใจแบบนั้นไปด้วยกัน?
F: นอกเหนือจากเรื่อง 'ดีใจ' แล้วนั่นเป็นสถานการณ์ที่ยิ่งกว่าพิเศษอีกครับ ที่ผมรู้สึกว่าตัวเองได้รับเกียรติและมีคนให้ความสำคัญอย่างไรในตอนนั้น
P: เหมือนกันกับการเขียนเพลงด้วยใช่ไหม ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่เป็นการถ่ายทอดสื่อสารกันทางอารมณ์ความรู้สึกระหว่างคุณกับผู้ฟัง
F: ครับ ความรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ที่ทำให้ผมยังเดินหน้าทำเพลงมาตลอด 15 ปีที่ผ่านมานี้ ถ้าไม่มีสิ่งนี้แล้ว และไม่นึกถึงเรื่องที่ว่าเพลงจะเป็นที่นิยมหรือไม่ด้วย ผมอาจจะยอมแพ้ไปแล้วก็ได้
To be continued
Chinese translation part 1 is available on Fukuyamania HK group
Chinese translation part 2 is available on Fukuyamania HK group
----------------------------------------------------------------------------------------------
สัมภาษณ์กับนิตยสาร PLAYBOY ในปี 2005 เก่าแล้วแต่คิดว่ามีเรื่องที่ยังน่าอ่านอยู่ค่ะ
ที่แปะบอกว่าไม่ได้ใช้บริการรถไฟใต้ดินมานานมากแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ได้
โดยสารรถสาธารณะพวกนี้นะคะ แกก็ยังขึ้นอยู่ค่ะ แต่เป็นพวกอย่างชินคันเซ็นที่แล่น
ระหว่างเมืองอะไรแบบนี้มากกว่า อย่างถ้าดูรายการ Jonetsu Tairiku ที่เป็น
Fukuyama special คือรายการจะตามถ่ายแปะตอนทำงานหรือไปโน่นมานี่ (ช่วงนั้น
เป็นช่วงที่แปะมีทัวร์คอนเสิร์ตครบรอบ 15 ปีพอดี) แกก็โดยสารรถไฟระหว่างเมืองนะคะ
แล้วบางทีก็ขับรถส่วนตัวเอง (ขับเร็วด้วย ^^") หรืออย่างถ้าดู DVD คอนเสิร์ตตอนปี 1998
ตอนที่แกทัวร์ไปตามเมืองต่างๆ ก็โดยสารรถไฟไปตามปกตินะ มีขึ้นเครื่องบ้าง ลงเครื่อง
ก็ต่อรถอะไรประมาณนี้ บางทีก็แวะคอนวีเนียนสโตร์ หรือร้านอร่อยตามรายทางทั่วไป
แต่อยู่ดีๆ จะให้ไปเดินท่อมๆ ตามที่ที่คนเยอะๆ โดยไม่จำเป็นอาจจะเป็นเรื่องลำบากหน่อย
เพราะอย่างคอนเสิร์ตที่แกเคยอุตริโผล่มาตามทางเดินด้านหลังจะเดินไปขึ้นเวที แกโดนคนดู
ทั้งทึ้งทั้งกระชาก จนเสื้อขาดหลุดออกไปเลย เห็นแล้วน่ากลัวมาก ขนาดแกเองก็ตัวไม่น้อย
นะนั่นยังปลิวตามแรงมือ การ์ดก็เอาไม่อยู่ จากนั้นรู้สึกว่าลุงจะเข็ดเลยไม่ทำอย่างนั้นอีก
มาอีกทีก็ตอนที่โปรโมทหนังกาลิเลโอ แล้วทาง TOHO ขอให้เดินออกมาจากทางด้านหลัง
แปะแกก็อุตส่าห์ขอทีมงานให้รับปากว่าช่วยกันคนดูให้ด้วยนะ ที่ไหนได้ เอาไม่อยู่อีก
กว่าจะเดินไปถึงเวทีนี่เซ็นเซเจอรอยเล็บของคุณสาวๆ ทั้งหลายจนมือเจ็บไปหมดเลย
เพราะฉะนั้นคนดังของแถบญี่ปุ่นนี่เลยเป็นอะไรที่น่ากลัว ต้องระวังอยู่หน่อยๆ
อีกเรื่องคือ ความคิดในการทำเพลงที่เปลี่ยนไป ระยะหลังนี่ดูเหมือนว่าแปะจะเขียน
เพลงเพื่อชีวิตมากขึ้น อย่าง Gunjou ~ultramarine~ ที่ปล่อยออกมาตอนปลายปี 2007
ที่เคยเขียนถึงไว้แล้ว>>>ที่นี่ เนื้อหาดีมาก หรือล่าสุดก็คือ อย่าง Michi Shirube
และก็อย่างที่แกบอกคือ อยากจะเขียนอะไรที่พูดถึงสิ่งตัวเองเจอมาจริงๆ มากกว่าที่
จะไปพูดเรื่องไกลตัวที่ดูเหมือนไม่ได้ประสบเอง แต่ในขณะเดียวกันเราก็รู้สึกว่ามัน
สามารถเอาสิ่งที่เราเจอมาเชื่อมโยงกับสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นบนโลกได้ อันนี้จริงนะคะ
คือ อยู่ดีๆ คุณจะมาเรียกร้องสันติภาพ หรือปรัชญาความเท่าเทียมกันผ่านบทเพลง
ในขณะที่จริงๆ แล้วคุณอาจจะยังใช้ชีวิตแบบฟูฟ่าตามทุนนิยมอยู่ อย่างนั้นคนก็คง
เชื่อได้ลำบาก (เหมือนดีแต่พูดอยู่ในเพลงให้ฟังดูหรูๆ ไปยังงั้น แต่จริงก็ยังไม่เคยเจอ)
ไม่ยังงั้นเพลง What's going on ของ Marvin Gaye คงไม่ถือเป็นหนึ่งใน 500
เพลงที่ดีที่สุดของโลกหรอกค่ะ ถ้าแค่จะเขียนขึ้นมาเรียกร้องให้ผู้คนสนใจสถานการณ์
สงครามเวียดนามแบบเท่ห์ๆ ไปอย่างนั้น เพราะว่ามันเป็นช่วงนั้นพอดี แต่ให้ถูกคือตัว
แกเองต่างหากที่เดือดร้อนด้วย เพราะน้องชายแกเองเป็นหนึ่งในคนที่ถูกเกณฑ์ไปสงคราม
เวียดนาม ดังนั้นย่อมบอกเล่าอารมณ์ความรู้สึกของอเมริกันชนที่ต้องสูญเสียสมาชิกใน
ครอบครัวไปในสงครามนี้ได้อย่างตรงไปตรงมาจนกระทบใจคนได้แน่ๆ


#1 By sera (124.157.236.176) on 2009-10-04 09:42