Fukuyama : ANN-Tokyo tower~Childhood II
posted on 26 Mar 2009 00:21 by molecularkitten in MashaSectionTokyo Tower ~Me & My Radio, & sometimes My Mom~ Childhood Chapter
This story was translated from English version by izumisano-san at Mashaplus-forums Mar 12th, 09
(Registration to be a member is required before you can log in ^^b)
(Part 2)
เหตุการณ์ที่ถือเป็นเรื่องที่ต้องจารึกไว้ในวัยเด็กของผมคือ "กรณีบอยคอต" (Boycott)
ภายใต้อิทธิพลของสงครามเย็นในเวลานั้น ประเทศในซีกโลกตะวันตกทั้งหลายรวมทั้งญี่ปุ่นด้วย ต่างพากันคว่ำบาตรการเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคที่กรุงมอสโคว
และข่าวใหญ่นี้ก็กลายเป็นเรื่องที่สร้างความตื่นตัวไปทั่วโลก
หลังจากที่พ่อของผมอ่านข่าว "ญี่ปุ่นบอยคอตกีฬาโอลิมปิค" พ่อก็บอกผมว่า
"มาซาฮารุ มาดูนี่สิ แบบนี้แหล่ะที่เขาเรียกว่าบอคคอยโด บอคคอยโดไงล่ะ"
"บอคคอยโดเหรอ? ว๊าว ผมไม่รู้หรอกว่าคืออะไร แต่ฟังแล้วเท่ห์ดีนะ!"
ครั้งแรกที่ผมได้ยินคำนี้ซึ่งเป็นการออกเสียงแบบผิดๆ ว่า "บอคคอยโด" (ボッコイド) แทนที่จะเป็น "บอยคอต" 「ボイコット」
แต่ก็ดูเหมือนว่ามันสร้างความประทับใจอย่างมากให้กับเด็กประถมอย่างผมในเวลานั้นจริงๆ
ดังนั้นในวันถัดมาที่เราต้องเรียนวิชาพลศึกษาที่โรงเรียน คำว่า "พลศึกษา" ทำให้ผมนึกถึง "โอลิมปิค"
และทันใดนั้นผมก็นึกไปถึงสิ่งที่พ่อพูดด้วย
"มาซาฮารุ,.......นี่แหล่ะที่เรียกว่าบอคคอยโด บอคคอยโดไงล่ะ!"
"...เฮ้ ผมก็อยากลอง "บอคคอยโด" ดูมั่งเหมือนกันนี่นา!"
"ฟังนะ เรามา "บอคคอยโด" กันเถอะ ในชั่วโมงพละคาบต่อไปนี่ล่ะ"
ผมเสนอแผนการบอยคอตของตัวเองให้กับ T คุง ซึ่งกำลังเตรียมตัวจะไปเข้าเรียนวิชาพลศึกษา
" หือ? อะไรนะ? อะไรคือ "บอคคอยโด"?
"บอคคอยโดเหรอ โอ้ มันก็คือ...คือ การที่เราไม่ไปโอลิมปิคไง"
"โอ๋ อย่างนี้เองเหรอ น่าสนุกดีนะ งั้นเรามาทำมั่งเถอะ~ มาลองเล่นกัน~"
T คุง ในตอนนั้นซึ่งงี่เง่าพอๆ กับผมก็ตกลงที่จะเข้าร่วมแผนการบอยคอต
เราแยกออกมาจากกลุ่มเพื่อนนักเรียนร่วมชั้นที่กำลังวิ่งเข้าไปในโรงยิม
แล้วเราก็พบเข้ากับฐานที่มั่นในการบอยคอตของเรา
ใต้ "แท่นปราศัย" ของคุณครูนี่เอง
ข้างใต้แท่นไม้นั่นมีที่พอที่จะให้เด็ก 2 คนไปซ่อนตัวอยู่ได้
และในความมืดนั้น เราก็พออกพอใจกับความสำเร็จของแผนการบอยคอตนี่มาก
จากนั้นเราก็เผลอหลับไปในที่สุด.....
...2-3 ชม. หลังจากนั้น
เราตื่นขึ้นมาแล้วก็พบว่าที่นั่นเต็มไปด้วยเสียงเซ็งแซ่และความโกลาหล
ผมนั่งหูตั้งฟังอยู่ใต้พื้นเวที ดูเหมือนว่าตำรวจก็อยู่ที่ชั้นเรียนนี่ด้วย
และที่น่ากลัวที่สุด ก็คือเสียงของแม่ผมเอง....
T คุงกับผมเริ่มตัวสั่นอยู่ใต้แท่นนั้น
แต่ถึงยังไงเราก็อยู่ที่นี่ไปตลอดไม่ได้
ดังนั้นเราสองคนจึงค่อยๆคลานออกมาจากใต้พื้นเวที
และในตอนนั้นเอง สายตาทุกคู่ในห้องเรียนนั้นก็จ้องมาที่เรา
หน้าตาแต่ละคนที่มองเราอยู่นั้นงงเหมือนไก่ตาแตก
เพราะการที่ T คุงกับผมที่กระตือรือร้นอยู่เสมอก่อนที่จะถึงชั่วโมงพลศึกษา
ได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยนั้น
ย่อมเป็นเรื่องที่ทำให้ทุกคนตกใจจนหน้าถอดสี
ไม่ใช่แค่ตำรวจ แม่ผมที่อยู่ที่บ้านก็นั่งไม่ติดที่
การ 'บอยคอต'....ไม่สิ...การ 'หายตัวไป' ของเรา
ทำให้เกิดความโกลาหลไปใหญ่โต
ไม่ต้องบอกเลยว่า หลังจากนั้นแล้วผมถูกแม่ฟาดไม่นับเลยทีเดียว
ในตอนที่ผมอยู่ชั้นประถมนั้น ผมชอบดูซีรี่ย์นักสืบเรื่อง “Taiyō ni hoero!” (太陽にほえろ!, Bark at the sun) และก็เริ่มเกิดแรงบันดาลใจที่ "อยากจะเป็นตำรวจนักสืบ" เมื่อโตขึ้น
ในเวลานั้นผมนึกไม่ถึงเลยว่าอีก 20 ปีต่อมาในปี 2000 ผมจะได้เล่นคอนเสิร์ตฉลองครบรอบ 10 ปีเดบิวต์ของตัวเองบนภูเขาอินาสะ
หรือ เรื่องการทำความฝันให้เป็นจริงด้วยการจัดรายการวิทยุ All Night Nippon
หรือกระทั่งการได้รับฉายาว่าเป็น “No Pants Singer” อันเนื่องมาจากการไม่ชอบใส่กางเกงในตอนอยู่บนเวที
ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมในเวลานั้นไม่เคยนึกวาดภาพไว้มาก่อนเลย
To be continued.
Original story in Japanese language posted on ANN TamaRadi Blog 2007.05.09
Chinese translation by Midori-san at yahoo-hk-blog
---------------------------------------------------------------------
“Bokkoido”
.
.
.
=____='
แปะสมัยเด็กนี่ทำไมถึงได้ซนเป็นลิงแบบนี้ ปีที่เขาบอยคอตกีฬาโอลิมปิคที่มอสโคว
นั่นคือ ปี 1980 ค่ะ (ปีเกิดเฮาพอดี ^^") แปะก็น่าจะประมาณ 11 ขวบ โตพอ
รู้เรื่องแล้วนี่ ทำไมถึงได้เล่นอะไรป่วงๆแบบนี้เนี่ย!
(อันที่จริง ตอนเรา 10 ขวบก็เคยหายไปแบบนี้แหล่ะ เผอิญว่าไปเดินเที่ยวกันใน
หมู่เด็กๆ นานไปหน่อย พอแม่มารับที่บ้านเพื่อนแล้วไม่เจอ หาเด็กๆก็ไม่รู้ไปอยู่
ไหนกัน เลยเป็นเรื่องขึ้นมา
)
ส่วนยุคสงครามเย็นที่ว่า ก็ราวๆหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนจบปี
1991 ที่โซเวียตล่มสลายอ่ะค่ะ เด็กเกิดปี 80 อย่างเราอาจจะไม่ค่อย
ทันซึมซับเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ แต่เด็กที่โตมาในยุค 70 อย่างแปะนี่ทัน
แน่นอน ช่วงนั้นกำลังเข้มข้นเลยเรื่องแบบนี้ ยุคนั้นประเทศไทยเรายัง
กลัว "ทฤษฎีโดมิโน" ที่ว่าหากประเทศรอบข้างเป็นคอมมิวนิสต์แล้วจะทำ
ให้ประเทศที่เหลือเป็นด้วยเลยค่ะ อย่างรอบไทย ลาว พม่า กัมพูชา เวียดนาม
เป็นหมดนี่ตอนนั้น คนไทยเลยกลัวด้วย แต่ด้วยความที่เราอาจจะได้รับความ
ช่วยเหลือจากอเมริกาอยู่มากทั้งในด้านความร่วมมือ เศรษฐกิจอะไรต่างๆนาๆ
ทำให้ลัทธิการเมืองเราไม่ไปทางนั้นน่ะนะ (แม้ว่าตอนนั้นแถวบางพื้นที่ต้องต่อสู้
กันดุเดือดจนมีการกำหนดพื้นที่สีแดง สีชมพูกันบ้างก็ตาม แต่ก็ไม่ถึงขั้นแบ่ง
ประเทศอย่างรอบข้าง)
เมื่อโซเวียตเป็นเจ้าภาพโอลิมปิคที่มอสโคว พวกประเทศผู้ฝักใฝ่เสรีนิยมอย่าง
อเมริกา หรือแถบยุโรปตะวันตกทั้งหลาย ก็เลยคว่ำบาตร ไม่ยอมส่งนักกีฬาเข้าร่วม
ซะงั้น เพื่อประกาศเจตนารมณ์ว่า ชั้นเกลียดคอมมิวนิสต์
ญี่ปุ่นก็เอากับเขาด้วย เพราะญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อยู่ในการจับตาดู
และความช่วยเหลือเรื่องต่างๆจากสหรัฐอเมริกา ฉะนั้นการฝักใฝ่ประชาธิปไตย
จึงไม่ใช่เรื่องแปลก อีกอย่างญี่ปุ่นกำลังคร่ำเคร่งกับการเร่งการฟื้นตัวจากความเสียหาย
ของตัวเองใน War II การจะมาวุ่นวะวุ่นวายเอาการเมืองตัวเองไปเป็นคอมมิวนิสต์
คงไม่ใช่วิธีทางที่พาชาติเจริญแน่
(แทนที่เงินจะเอาไปลงเรื่องเศรษฐกิจ ดันเอา
ไปพัฒนาอาวุธเงี้ย)
อันนี้เป็นปก DVD ซีรี่ย์นักสืบที่แปะชอบดูตอนเด็กๆ เทียบกับแปะ
ด้านข้างๆแล้ว เท่ห์พอๆกับลุงๆเขาได้ไหมเนี่ย (ตลกดีนะคนเรา
เด็กๆชอบดูซีรี่ย์นักสืบ โตมาดันได้เล่นเอง ชอบโปสเตอร์เวอร์ชั่น
เกาหลีนี่อ่ะค่ะ แต่ดูๆไป มันจะทำให้คนเข้าใจผิดไปไหมเนี่ยว่า
Yougisha X (Galileo movie) มันเป็นหนังแบบห้ำหั่นเฉือนคม
ระหว่างแปะกับคุณทสึทสึมิ แต่ว่าความจริงแล้ว โทนของเรื่องมันไม่
ได้เน้นไปที่การห้ำหั่นกันเป็นประเด็นหลักนะ
)


ถ้าเทียบวีรกรรมกันล่ะก็ เราคงแพ้หลุดลุ่ย
นอกจากจะไม่ออกไปเล่นนอกบ้านแล้ว
ก็นั่งเล่นตุ๊กตากระดาษเงียบๆคนเดียว
เพื่อนสนิท คล้ายๆอีตาฟุค่ะ แต่ของเราเป็นพี่หมา
#1 By tk on 2009-03-26 07:56