Fukuyama : ANN-Tokyo tower~final
posted on 22 Mar 2009 00:52 by molecularkitten in MashaSectionFinal Chapter
Tokyo Tower ~Me & My Radio, & sometimes My Mom~
This story was translated from English version by izumisano-san at Mashaplus-forums Mar 04th, 09
(Registration to be a member is required before you can log in ^^b)
(Part 1)
1995 โยโกฮาม่า อารีนา
วันสุดท้ายของทัวร์คอนเสิร์ตครั้งแรก เมื่อความรักและความฝันใฝ่เดินทางสู่จุดสูงสุด
และจบลงในขณะนั้น ด้วยการหายตัวไปจากสายตาผู้คนของศิลปินที่ทำยอดขายได้เป็นล้าน เว้นไว้ก็แต่ รายการวิทยุ
6 ปีนับตั้งแต่มาถึงโตเกียวในฤดูร้อนปี 1987
มาซาฮารุ ฟุคุยาม่า อายุ 26 ปี สุดท้ายแล้วก็ได้ยืนอยู่บนเวทีของโยโกฮาม่า อารีน่า
ซึ่งเป็นที่ที่เขาใฝ่ฝันมาตลอด นับตั้งแต่มาโตเกียว
และนี่คือเรื่องราวอันน่าสนใจของเด็กหนุ่มอายุ 18 ปี จากบ้านเกิดที่นางาซากิ จนกลายมาเป็น "สมบัติของวงการวิทยุ" ที่โตเกียว ในอีก 20 ปีต่อมา
---------------------------------------------------------------
มิถุนายน 1994
3 เดือนหลังจากยอดขาย CD ของผมทะลุล้านเป็นครั้งแรก
ผมออกเล่นทัวร์ไป 50 คอนเสิร์ต ใน 42 แห่ง ทั่วประเทศ
ตารางงานสำหรับผมในตอนนั้น เรียกได้ว่าเป็น "สนามรบ" อย่างแท้จริง
ผมยุ่งจนเกือบจะไม่มีเวลาพอสำหรับอีกงานที่ผมรัก ซึ่งก็คือ รายการวิทยุ All Night Nippon
ความที่แต่ละวันต้องวิ่งรอกทำเวลา ผมจึงตัดสินใจว่า
"เลิกใส่กางเกงในตอนเล่นคอนเสิร์ตเถอะ"
เพราะไม่มีเวลาพอจะซักกางเกงในได้ทันสำหรับ 3 คอนเสิร์ตใน 2 วัน
แล้วผมก็ไม่ชอบตัวใหม่ที่ยังไม่ได้ผ่านการซักบ่อยๆมาก่อน เพราะใส่ไม่สบาย
ทันทีที่คอนเสิร์ตจบลง ผมต้องรีบวิ่งออกไปซักกางเกงใน แล้วก็กลับมาเตรียมตัวเพื่อคอนเสิร์ตรอบต่อไป
วนเวียนแบบนี้ไม่รู้จบ
"ทนไม่ได้อีกต่อไปแล้ว!"
ลองนึกดู ก่อนหน้านี้ผมซึ่งได้รับเสียงร้องกรี๊ดกร๊าดดังอยู่รอบๆ ตัวบนเวทีคอนเสิร์ต
กลับต้องมานั่งซักกางเกงในอยู่ในห้องพักของโรงแรม
ผมรับไม่ได้ที่จะต้องเป็นแบบนี้ไปทุกวันๆ
จนเผลอตัวปากางเกงในที่อยู่กับมือลงพื้น
แล้วก็ตัดสินใจว่าจะไม่ใส่กางเกงในเล่นคอนเสิร์ตอีก นับตั้งแต่วันนั้น
ถัดมาในปี 1995 ซิงเกิ้ล "HELLO" ออกวางจำหน่ายในวันเกิดผม และทำยอดจำหน่ายไปได้ถึง 2 ล้านแผ่น
ผมซึ่งอายุแค่ 26 ในตอนนั้น
ไม่เพียงแต่ทำยอด "ทะลุล้านได้ 2 ครั้ง" ยังได้ยอดขายเป็นอันดับ 2 ของยอด CD รวมประจำปีด้วย
และในฤดูใบไม้ร่วงของปีนั้นเอง ผมมีทัวร์คอนเสิร์ตใหญ่ของตัวเองเป็นครั้งแรก
ก่อนหน้าที่จะเดบิวต์ ผมเคยยืนมอง โยโกฮาม่า อารีน่า ด้วยความฝันที่มีอยู่ในหัวใจว่า
"เราอยากร้องเพลงที่นี่ให้ได้ ในสักวันหนึ่ง"
และเมื่อผมได้มายืนอยู่บนเวที และมองไปที่ผู้ชมมากมายจนเต็มฮอลนั้น
ความรู้สึกหนึ่งในตัวผมเองก็แล่นขึ้นมาเป็นครั้งแรก
เป็นความรู้สึกที่ผมหาไม่ได้อีกแล้วจากที่ไหน ไม่แม้กระทั่งว่ายอดขาย CD จะมากแค่ไหนก็ตาม
"นี่ล่ะจุดสูงสุดของเรา"
สำหรับผมที่ไม่เคยได้รับการยกย่องจากใครมาก่อนเลยในชีวิตที่ผ่านมา
จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะคิดว่าความนิยมที่ได้รับนี้ จะอยู่ได้นาน
ในหัวของผมก็เลยมีแต่ภาพว่า มันคงจะค่อยๆดิ่งลงไปเรื่อยๆ
ดังนั้น หลังจากทัวร์คอนเสิร์ตรอบสุดท้ายที่ โยโกฮาม่า อารีน่าจบลง ผมจึงตัดสินใจที่จะหายตัวไป
Original story in Japanese language posted on ANN TamaRadi Blog 2007.04.24
Chinese translation by Midori-san at yahoo-hk-blog
----------------------------------------------------------------------------
(Part 2)
จากบ้านเกิดที่นางาซากิมาโตเกียวเมื่ออายุได้ 18 ปี
ขายซีดีเปิดตัว “Tsuioku no Ame no Naka” ได้ทั้งหมด 2,800 แผ่น
ตอนนี้ผมได้กลายเป็นศิลปินที่ "ผู้ชมเต็มฮอล / ยอดขายเป็นล้าน"
ในช่วงเวลาที่ต้องผจญกับสิ่งต่างๆเป็นครั้งแรกหรือความสับสนวุ่นวายที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
ไม่ใช่แค่เหล่าบรรดาทีมงานเท่านั้น ผมเองก็รู้สึกว่าเดินออกนอกทางของ "ตัวตนที่แท้จริง" ของตัวเองไปเรื่อยๆ
อะไรคือสิ่งที่ผมมองหาอย่างแท้จริงมาโดยตลอด?
ไม่ใช่แค่ผมเท่านั้น
คนที่อยู่รอบๆ ตัวศิลปินที่ชื่อว่า ฟุคุยาม่า มาซาฮารุ
ต่างก็มีความฝัน ความตั้งใจ และจุดมุ่งหมายของตัวเอง
หลังจากที่ผมเปิดตัวแล้ว เป็นช่วงเวลาที่พวกเราต้องทำสิ่งต่างๆ เพื่อเพิ่มยอดขาย
สิ่งที่ทุกคนต้องรับผิดชอบในเวลานั้น จึงมีเป้าหมายที่ชัดเจนก็คือ "ยอดขาย"
แต่เมื่อเราสามารถทำมันผ่านไปได้
ทำให้สิ่งที่เรียกว่า "ขายได้" เป็นความจริงปรากฏแก่สายตา
การคิดถึงเป้าหมายต่อไปที่ยิ่งกว่า "ยอดขาย"
จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ผมคิดว่าบางทีผมควรจะหยุดพักและเติมพลังให้กับตัวเอง
นี่คือความตั้งใจของผมในตอนนั้น
แต่ผมก็คาดผิดไป
จากตอนแรกที่ผมแค่อยากจะทำตัวเองให้สงบลงสักพักหนึ่ง แค่สักพักหนึ่งเท่านั้น
รายการวิทยุที่รัก, การขี่มอเตอร์ไซด์ แล้วก็การถ่ายรูป
ในช่วง 2-3 ปีแรกหลังจากการเดบิวต์
ผมยุ่งมากจนไม่มีช่วงเวลาว่างพอที่จะนึกถึงเรื่องเหล่านี้
การที่ได้ลองทำในสิ่งที่แตกต่างไปหลายอย่าง ทำให้ผมสามารถนึกคิดในสิ่งที่เป็น "ตัวตน" ของผมได้เป็นครั้งแรก
ผมที่ไม่เคยร่ำร้องต่อสิ่งใดมาก่อน
ในตอนนี้ อยากที่จะมีเวลาสำหรับการค้นหาตัวเอง
เพื่อที่จะได้พบกับ "ตัวตน" และ สิ่งที่ผมต้องการอย่างแท้จริงในโตเกียว รวมถึงความหมายในการดำรงอยู่ของผม ณ ที่นี่ด้วย
ดังนั้นการจัดรายการวิทยุ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ แล้วก็พักยาวไปในอีก 5 วันที่เหลือ
ก็ผ่านไปถึง 3 ปี ก่อนที่ผมจะรู้สึกตัว
และในเดือนเมษายน ปี 1998
หลังจาก 3 ปีอันเงียบสงบ เมื่ออายุย่างเข้า 30 ผมก็ค้นพบคำตอบ
あきらめなかった 僕を見つけることを I did not give up on what I was looking for
この街の中で やがて昇る朝陽のように Like the rays of the rising sun that will soon cover this city
確かめたかった 君を感じたことを I wanted to confirm my feelings for You
この窓を開けて いつか触れた風のように Like opening this window to feel the wind
描いた憧れ なくしたサヨナラ The longing that was once portrayed, the lost ‘goodbye’
たがいの道を歩いた 季節を越えて We once walked along the same path through the seasons
ずっと探してた I have been searching all along
君を探してた Searching for you
そしてこの心に あふれ出す涙 And this heart of mine is brimming with tears
ずっと探してた I have been searching all along
愛を探してた Searching for love
そして今 心に And now this heart
約束の言葉を刻もう is imprinted with the words of commitment
(福山雅治・Heart) (Fukuyama Masaharu ・Heart)
Original story in Japanese language posted on ANN TamaRadi Blog 2007.04.25
Chinese translation by Midori-san at yahoo-hk-blog
-----------------------------------------------
เมื่อนึกถึง "3 ปีอันสงบเงียบ"
สำหรับเด็กชายผู้แล่นโลดออกจากนางาซากิสู่โตเกียว
หากไม่มีช่วงเวลาอันจำเป็นนั่นแล้ว ผมคงไม่สามารถที่จะเติบโตเป็น "ศิลปินเต็มตัว" ได้
ถ้าหากว่าตอนนั้น ผมไม่ได้เข้าร่วมการทดสอบคัดเลือกนักแสดงของ Amuse...
ถ้าหากว่าตอนนั้นท่อไอเสียรถของผมไม่กระเด็นหลุดออกมา...
ถ้าหากว่าตอนนั้นผมไม่ได้รับโทรเลข....
เมื่อมองย้อนกลับไปบนเส้นทางที่ผ่านมา
อาจดูเหมือนว่าที่ผมเดินหน้ามาได้ทุกวันนี้ ก็ด้วยความมุ่งมั่นของผมเองทั้งสิ้น
แต่ความจริงแล้ว บางสิ่งบางอย่างนำพาผมอยู่เสมอมา ผมเชื่อเช่นนั้นจริงๆ
ถ้าหากว่าพลังนั้นสูญสลายหายไป ก็หมายความว่าภารกิจของผมได้จบสิ้นลง
และตราบใดที่ผมยังรู้สึกได้ถึงแรงพลังที่ฉุดดึงนั้น ตราบใดที่ผมยังรู้สึกว่าเป็นที่ต้องการ
ผมก็อยากที่จะทำหน้าที่ของผมต่อไป
ผมกลับมาด้วยความคิดนี้
จากตรงนั้นเอง
ผมอยากจะเผชิญหน้ากับความรู้สึกของของผู้คนที่รอคอยผม
ผมอยากที่จะทำหน้าที่ของตัวเองที่ได้รับความไว้วางใจมาให้ดีที่สุด
ผมรู้สึกว่ากำลังเดินหน้าเข้าต่อสู้เพื่อสร้างสรรค์งานด้วยความรู้สึกแบบนี้
ปี 1999 ซิงเกิ้ล “HEAVEN/Squall” ได้รับความนิยม
ปี 2000 ซิงเกิ้ล “Sakurazaka” ทำลายสถิติยอดขายสูงสุดของผม
ปี 2001 จัดคอนเสิร์ตครั้งแรกที่โตเกียวโดม
และเป็นครั้งแรกที่รายการ “Tamaji no Radio” ได้รับรางวัลวิทยุกระจายเสียงแห่งศตวรรษที่ 21 และถูกอ้างอิงว่าเป็น "สมบัติของวงการวิทยุ" โดยสื่อมวลชน
ปี 2002 รายการทีวีแรกของผม “Fukuyama Engineering” ได้รับเรตติ้งสูงสุด
ปี 2003 ครั้งแรกที่ผมได้เรียบเรียงเพลงด้วยตัวเองนอกเหนือไปจากแต่งเนื้อและทำนองในเพลง Niji ซึ่งกลายเป็นเพลงฮิต
และตอนนี้ ในปี 2007
ผมอายุได้ 38 ปี 20 ปีผ่านไปนับตั้งแต่ออกจากนางาซากิมาโตเกียว
เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าผมใช้เวลาในชีวิตอยู่ที่โตเกียวนี่มากกว่านางาซากิเสียอีก
ผมมองออกไปในท้องฟ้าของโตเกียว จากหน้าต่างห้องทำงานของผม แล้วก็คิดว่า
"ที่โตเกียวนี่ก็มีเหมือนกันนะ"
ที่โตเกียวก็มี ยามเย็นสวยๆ เหมือนกันนะ
ดีจังน้า อยากให้แม่มาดูด้วยจัง
สบายดีไหมครับ?
ที่โตเกียว พระจันทร์ก็สวยเหมือนกันนะ
ดีจัง ดีจัง แม่ก็ต้องมาดูด้วยกันนะ
ผมอยากเจอแม่จัง
จู่ๆ ผมก็อยากเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นอีก
อยากจะประสบความสำเร็จ และถูกแต่งแต้ม
ด้วยสิ่งที่ผมจำได้ว่าเป็นกฎของเกมบนโลกใบนี้
อย่าร้องไห้เลยนะ
ได้โปรดอย่าถอดใจ
เห็นไหม เรามาตามหามันด้วยกัน
พรุ่งนี้ ผมก็จะยังคงวิ่งหามันนะครับ
(福山雅治・東京にもあったんだ)
(Fukuyama Masaharu・Tokyo ni mo Attanda・Tokyo has it too)
"ไม่เสียหายอะไรไม่ใช่หรือ ที่ได้ลองพยายามในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน?"
หลายปีต่อมานับจากเดบิวต์
"ฟุคุยาม่า มาซาฮารุ" ที่ปรากฏตัวในสื่อ รู้สึกสับสนตัวเองว่าเหตุใดจึงได้รับความสนใจมากมายนัก
และความสับสนนี้ก็เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ
จนไม่รู้ว่าจะไปทางไหนดี
ถ้าจะมีบางสิ่งที่ผมพูดกับตัวเองในตอนนั้นได้
ผมก็อยากบอกว่า
"ไม่เป็นไรเลย เรื่องที่ว่าจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับงานของนายโดยตรง
ออกจากชีวิตเดิมๆ สถานที่ หรือสิ่งที่เคยคุ้นมาซะ
เพื่อไปสู่สิ่งแวดล้อมใหม่ แรงกระตุ้นใหม่ๆ และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่
นายควรที่จะเผชิญหน้ากับมัน"
ผมยังคงอยู่ที่โตเกียวบนเส้นทางนี้ และยังคงมองออกไปในท้องฟ้าของโตเกียว
จากเมื่อก่อน ตอนนี้และต่อๆไป
ขณะที่ยังคงพยายามไล่ตามสิ่งที่ไม่มีวันเปลี่ยนได้ชั่วนิรันดร์
อาจจะเป็นตัวผมเองก็ได้ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆระหว่างเส้นทางนั้น
นี่คือสิ่งที่ผมคิดอยู่
ใต้ท้องฟ้าของโตเกียวนี้
~The End~
Chinese translation by Midori-san at yahoo-hk-blog
แปลจบจนได้ ^^" ก่อนอื่นต้องขอโทษด้วย ที่ในบางครั้งก็ไม่มีเวลาอธิบายศัพท์
หรือชื่อคนเพิ่มเติมเลย (อาจจะเพิ่มลงในบทนั้นๆ ทีหลัง ถ้าหากมีเวลานะคะ)
บางทีรีบแปลแล้วรีบส่งลงเว็ปไปเลยเพราะเกรงว่าจะช้าไปถ้าหากว่าจะโพสคุยเพิ่ม
เล่าเพิ่มนิดนึงถึงแต่ละช่วงที่แปะไม่ได้เล่าไว้ในข้อเขียนนี้ แต่ว่าเขียนไว้ที่อื่น
อย่างเช่น WikiJapan ของแปะหรือในรายการ, บทสัมภาษณ์
ตอนที่แปะตัดสินใจมาโตเกียวนั้น ก็ไม่กล้าบอกใครว่าจะมาเป็นนักดนตรี
เลยบอกไปว่าจะมาเป็นพ่อค้าขายเสื้อมือสองที่โตเกียวเท่านั้น
จากนั้นตี๋น้อยก็ตัดใจขายรถมอเตอร์ไซด์แล้วหอบเงินสองแสนเยนมาโตเกียว
ตอนหอบเงินมาก็กลัวคนขโมย อาตี๋เลยเอาเงินยัดใส่ถุงเท้าไว้จนมาถึงโตเกียว
จริงๆแล้ว ความใฝ่ฝันเดิมของแปะ คือ การเป็นนักดนตรี
(อย่างที่แกบอกว่าอยากเล่นเป็นวงแบ็คอัพให้โชเนนไตนั่นล่ะ)
ออกเป็นวงไม่ใช่ออกเดี่ยว ตัวแปะนั้นตอนเด็กๆดูละครนักสืบ
ก็ฝันจะเป็นตำรวจนักสืบ (ตอนนี้ก็สมใจแล้ว แต่เป็นในละครนะ XD)
จนมาอยู่ม.ต้น ก็ร่วมวงดนตรีของร.ร. โดยเป่าฮอร์น จึงไม่น่าแปลกใจว่า
ในดนตรีของแปะ แกมักจะให้มีพวกเครื่องเป่าทองเหลืองอยู่ในเพลงด้วยเสมอๆ
พออายุ 13 ก็ได้จับกีต้าร์ครั้งแรก ตั้งแต่ตอนนั้นมาแปะก็หลงรักการเล่นกีต้าร์
มาตลอด เรื่องเล่นดนตรีนี้ความจริงแปะได้อิทธิพลมาจากพี่ชายด้วย
พี่ชายเล่นกลอง แปะก็เลยหัดกีต้าร์ ส่วนที่ว่าใครสอนแกนั้น ฟุคุยาม่าซัง
ตอนเด็กๆก็ตอบเพื่อนไปว่า "กีต้าร์ไม่ใช่เครื่องดนตรีที่ต้องการคนสอนมากมายนักหรอก"
แกก็หัดของแกเองมาเรื่อยๆ (เห็นคำตอบแล้วนึกถึง ทาคุมิซัง เรื่อง Nana
แปะกับทาคุมินี่นิสัย + วิถีชีวิตบางอย่างคล้ายกันมากจริงๆ ทาคุมิก็เป็นประเภทนี้แหล่ะ
"ของแบบนี้มันต้องมีคนสอนด้วยเหรอ?" อะไรทำนองนั้น)
เวทีแรกที่แปะซังแอนด์เดอะแก๊งค์ได้เล่น คือ เวทีในโรงยิมของร.ร. ในพิธีจบการศึกษา
แล้วก็ไม่ต้องพูดถึงชีวิตประจำวันของมาซาฮารุคุงเลย อยู่ ร.ร. ก็นิตยสารดนตรีเต็มเก๊ะ
แกเองยังบอกในรายการโดโมโตะเกียวไดปี 2006 ว่า 3 อย่างตอนรุ่นๆที่สนใจก็คือ
งานพิเศษ วงดนตรี แล้วก็ มอเตอร์ไซด์ (อ้าว ขาดเรื่องผู้หญิงไปอีกอย่างนะ lol)
ที่อื่นยังเขียนว่าแปะออกแนวนักเรียนนักเลง มาอ่านนี่ก็คิดว่าจริงซะด้วย ก็ตลกดี
ปกติดูแปะในละครสมัยหนุ่มๆมันจะออกแนวเจ้าชู้ก้องแก้ง มันไม่น่าจะสันทัดเรื่องต่อยตี
แต่กลับเป็นว่าพอตัวทีเดียวตอนเด็กๆแปะได้เรียนยูโดด้วย
แล้วก็ชอบมากที่ได้คว่ำคนตัวโตกว่า นักเลงแต่เด็กจริงๆ -_-"
สุดท้ายแล้วพอมาโตเกียวก็ไม่ได้ออกเป็นวงอย่างที่อยากทำ มาอ่านที่แกเล่านี่ถึงได้รู้ว่า
เหมือนกับว่า ถ้าอยากออกเป็นแบนด์จริงๆ มันก็จะเป็นวงที่เซ็ตมาให้ ไม่ใช่อะไรที่มารวมตัว
กันเพราะชอบแบบเดียวกัน แปะเห็นว่าไม่ใช่อย่างที่อยากได้ ก็เลยคิดว่าเดี่ยวก็เดี่ยว
ตรงนี้ริเวอร์เพื่อนคนอินโดบอกว่า ก็เพราะว่าแปะออกเดี่ยวนี่แหล่ะ ตอนที่อยากพักงาน
3 ปีถึงทำได้ เพราะถ้าออกเป็นวง จะทำยังงั้นได้ก็หมายความว่าต้องเห็นพ้องกันทั้งวง
ไม่ใช่แค่คนคนเดียว
มีบางคนพูดเหมือนกันว่า แปะอาจจะดังมากกว่านี้ถ้าออกงานเป็นวงอย่าง Mr.Children,
GLAY, ลาร์ค หรือวงรุ่นพี่อย่าง Southern All Stars
ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนว่า ในวงการดนตรีของญี่ปุ่นนั้น ที่ได้รับความนิยมก็มักเป็น
ศิลปินที่เป็นวงหรือนักร้องที่เราเห็นๆกันก็ไอดอลเกิร์ลกรุ๊ป บอยด์แบนด์ทั้งหลาย
ไม่ก็เดี่ยวหญิงอย่างนามิเอะ อายุ หรือโคดะ นักร้องเดี่ยวชายหาได้น้อยมากกกก
(ไม่เชื่อใครฟังเพลงญี่ปุ่นลองนั่งนึกๆดูสิ ว่าเดี่ยวชายที่ดังมากๆ ของญี่ปุ่นมีสักกี่คนกัน
ที่ไม่ได้เป็นวงอ่ะ) ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมนักร้องเดี่ยวชายญี่ปุ่นมีน้อย ตอนนี้เลย
กลายเป็นว่า นักร้องเดี่ยวชายญี่ปุ่นในวงการดนตรีกระแสหลักก็มีแปะ เจ๊...เอ๊ย...
ลุงเคน ฮิราอิ แล้วก็ลุงคุวาตะ ตอนออกงานเดี่ยว แปะกับเจ๊ เอ๊ย ลุงเคนนี่ทำยอดได้
สูสีกันมาก และไม่เกินจริงไปเลยที่แปะกลายเป็นนักร้องเดี่ยวชายอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น
ไปแล้ว วัดจากยอดขายที่คุยกันในรายการทีวีเมื่อปี 2005 ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา
แปะขายงานไปได้ 20 กว่าล้านชุด มากกว่าลุงเคน ฮิราอิ ไปติ๊ดนึง
(พอมาคิดดูแล้ว 20 กว่าล้านก๊อปปี้นี่ แปะแทบไม่ต้องแบ่งตังค์ให้ใครมากเลย
เพราะแต่งเองและไม่ได้ออกเป็นวงให้ต้องหาร ฉะนั้นประมาณ 80%
พี่แกน่าจะรับเละไปคนเดียว รวย!lol จากอาตี๋มอซอมาจากนางาซากิ
กลายเป็นอาเสี่ยใหญ่ไปซะแล้ว ถ้าตอนนั้นเป็นเขยโรงไม้ไปซะ
ก็คงเป็นอาแปะแก่ๆ วุ่นวายอยู่กับลูกเมียและกิจการค้าไม้ XD)
พูดถึงร้านค้าไม้ แปะเล่าด้วยว่า ไม่กี่ปีก่อนหน้านี้
ได้กลับไปเยี่ยมเถ้าแก่เจ้าของโรงไม้ เถ้าแก่ก็ยังจำแปะได้
แกชี้มือไปที่เก้าอี้ในโรงงานแล้วก็บอกว่า จำได้ว่าตรงนั้นน่ะ
เป็นที่ที่แปะชอบนั่งเป็นประจำ แปะถึงกับ
น้ำตาซึม ที่เจ้าของโรงงานยังจำเรื่องเล็กๆน้อยๆ เหล่านี้ได้
แต่ข้อสรุปของทุกคนที่บอร์ดก็คือ นิสัยของแปะไม่เหมาะกับการออกเป็นวงหรอก
^^" แปะเป็นคนเซลฟ์มากๆ ตัวแกเองก็ยังบอกเองว่าเวลาแต่งเพลงมา
แล้วใครเปลี่ยนนี่ แกออกจะไม่ชอบ (บ้าอำนาจ นี่ก็เหมือนทาคุมิอีก ToT)
ฉะนั้นวงที่อยู่กับแกได้ น่าจะเป็นวงในระบบเผด็จการรวบอำนาจเบ็ดเสร็จแบบ
Trapnest lol การออกเดี่ยวของแปะจึงนับว่าเหมาะกับนิสัยแกเองแล้ว
ปี 1995-97 เป็นปีที่แปะพักเบรค แบบหายไปเลย 1996 นี่ไม่มีงานอะไรเลย
จัดรายการวิทยุอย่างเดียว เรื่องการเบรคของแปะนี่เพิ่งรู้ว่าสำคัญเหมือนกัน ก่อนหน้านั้น
คนก็พูดกันมากเรื่องแปะพักงานหายไป อย่างริเวอร์เพื่อนคนอินโด หรือตอนไปออก CDTV
ไม่นานมานี้เขาก็ถามว่าแปะหายไปทำอะไร เข้าใจว่าแกคงต้องการเวลาสำหรับปรับตัว
หรือใคร่ครวญอะไรหลายๆอย่าง ฟังจากเสียงตอนเริ่มต้นแปะไม่ได้อยาก
เริ่มต้นด้วยการเป็นนักแสดงเลย แต่ชีวิตคนเรา บางครั้งทางเลือกมีไม่มาก
พอเข้าใจความหงุดหงิดใจของนักดนตรีอยู่ ที่อยากให้คนชอบเพราะเพลงของเรา
มากกว่าสนใจเรื่องอื่น เราก็ไม่ทันยุคพีคของแปะนะคะ แต่ฟังจากที่คนอื่นเขียนหรือเล่า
ตอนนั้นแกก็ดังจริงๆ ด้วยบท "พี่รอง" หรือ "Chinii-chan" ของสาวๆ
นี่ล่ะ ขนาดคนดู Galileo บางคนยังร้องว่า จำได้ละ คนที่เล่นเป็นพี่รองตอนนั้นใช่ไหม
เป็นคนแรกเลยนะที่เรากรี๊ดตอนเด็กๆ เรื่อง Hitotsu yane no shita
นี่ได้ฉายไปหลายๆประเทศในตอนนั้น ขนาดที่ไทยยังเอาเข้ามาฉาย
นักดูซีรี่ย์หรือฟังเพลงญี่ปุ่นรุ่นเก่าล้วนจำแปะได้จากเรื่องนี้ทั้งนั้น เรานั่งดูจนจบแล้ว
ก็คิดว่าเป็นละครที่น่ารักดีค่ะ ขึ้นต้นด้วยเสียงหัวเราะ และมักจบด้วยน้ำตาเกือบทุก episode
สำหรับบท Chinii-chan ของแปะ คงคล้ายๆ พี่เทซก ใน Autumn in my heart
มั้งคะ คุณพี่รองและเป็นพระรองด้วยผู้ฉลาด หน้าตาดี ต้นเรื่องจะแอบร้ายๆ
(ฉากที่เอาเบียร์รดหัวพี่ใหญ่นั่น น่าต่อยปากมากๆ) และดูเหมือนไม่สนใจใคร
ถ้าพี่ใหญ่จะเป็นเสาหลักให้น้องๆ ในแง่ของพลังที่ฉุดให้ทุกคนมารวมกัน
(ออกแนวคุณพี่ผู้มีความรักอันเร่าร้อนต่อน้องๆ) พี่รองก็เป็นเสาค้ำยันเสาหลักอีกทีน่ะค่ะ
เวลาที่เสาหลักคลอนแคลน พี่รองมักจะเป็นคนที่น้องๆมาปรึกษา หรือพึ่งพาเมื่อต้อง
การสิ่งที่เป็นเหตุเป็นผล แต่ทั้งพี่ใหญ่และพี่รองหรือน้องๆคนอื่นในครอบครัว
ต่างก็ขาดใครไปไม่ได้ เราชอบที่เพื่อนคนมาเลเซียสรุปว่า
"They complete each other" น่ะค่ะ นับว่าตรงสุดแล้วกับซีรี่ย์เรื่องนี้
แปะก็เลยตัดสินใจหายไปพัก ทำนู่นทำนี่ของแก นู่นนี่ที่ว่าก็น่าจะเป็นเรื่องการถ่ายรูปนี่เอง
และแกก็คงออกเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศด้วย
เคยอ่านเจอที่พันติ๊บจากนักฟังเพลงญี่ปุ่นรุ่นลายครามคนหนึ่ง เขาก็บอกว่า
ไม่น่าเชื่อว่า มาซาฮารุจะอยู่มาได้นานขนาดนี้ จากยุค 90 สู่ปี 2000
แล้วตอนนี้ก็กำลังจะ 2010 มาลองคิดดูก็น่าสงสัยเหมือนเขา แปะมีช่วงรุ่งโรจน์
มีช่วงหายไปพัก (นานมาก ไม่ปล่อยงานเลยไม่ว่าเพลงหรือละคร 3 ปี)
แต่ไม่มีช่วงตกต่ำ ^^" ไม่มีจริงๆ ถ้าไม่พีคเหมือนเมื่อก่อน ก็เรื่อยๆ stable
ของแกไป ออกงานมาขายไม่เคยต่ำกว่าที่ 5 ยอดไม่เคยต่ำกว่าแสนขึ้นไป
ส่วนหนึ่งที่เราคิดว่า ทำให้คนญี่ปุ่นไม่รู้สึก
ว่าแกหายไปไหน ก็เพราะรายกาวิทยุนี่แหล่ะค่ะ ถึงแปะจะไม่ปล่อยเพลง
ไม่เล่นละคร แต่แกก็จัดรายการวิทยุ ชาวญี่ปุ่นได้เจอแก 2 รายการต่ออาทิตย์มาเป็นจะ
20 ปีนี่แล้ว และถึงแปะจะอึดอัดเรื่องที่ต้องรับงานละครบ้างตอนแรก
หรือเรื่องที่กว่าจะเกิดได้ก็เลือดตากระเด็น แต่แปะก็นับว่าโชคดี
กว่าคนอื่นในแง่ที่ว่า ยังได้ทำในสิ่งที่อยากทำจริงๆ เพราะนักแสดงหรือนักร้อง
บางคนเลือกเองไม่ได้เลยว่าอยากหรือไม่อยากอะไร และแปะก็ยังโชคดีที่ไม่ต้องสร้าง
ภาพซึ่งบางทีก็เป็นเรื่องจำเป็นอยู่เหมือนกันคนญี่ปุ่นรับรู้กันทั่วว่า มาซาฮารุลามก
เป็นเจ้าพ่อเรท แต่ก็ยังรับกันได้ LOL อันนี้แกก็ไม่ต้องปิดต้องบัง
อะไรอีก รายการวิทยุมีส่วนเป็นอย่างมากที่ให้แกได้แสดงธาตุ เอ๊ย
ตัวตนที่แท้จริงออกมา ทั้งในแง่ทัศนคติความคิดเห็นหรืออะไร คนญี่ปุ่นก็เข้าใจแก
ได้จากตรงนี้ โดยไม่ต้องไปพึ่งกอสซิปให้มากความ ถ้าหนังสือพวกนี้จะตีข่าวว่า
มาซาฮารุแอบไปเดทกับสาวใส่บิกินนี่ คนญี่ปุ่นก็อาจจะ "เล่าไปเองแล้ว
ในรายการวิทยุนี่ มีอะไรที่ใหม่กว่านี้ไหม XD" หรือ "มาซาฮารุแลก
AV ดูกับเพื่อนนักแสดงร่วมอพาร์ทเม้นท์" คนญี่ปุ่นก็อาจจะ "แล้วนั่นมันไม่ใช่เรื่อง
ที่รู้กันอยู่แล้วเรอะ?" ข่าวหลังนี่ลงจริงนะ หมาดๆเลยที่ฮาคือ
หนังสือกอสซิปลงเพราะว่าหงุดหงิดใจที่ไม่สามารถแอบถ่ายภาพ
หรือ หาข่าวลับใดๆจากแปะได้เลยจะแอบถ่ายภาพกับสาว ก็ไปแต่กับเพื่อนผู้ชาย
จะเล่นข่าวว่าเป็นเกย์ (กับเคน ฮิราอิ รู้สึกว่าจะเคยมีข่าวตอนไปนั่งดื่มที่ผับด้วยกัน)
เคยเล่นไปแล้วคนก็ไม่แตกตื่น เพราะนิสัยลามก ขี้หลี ที่ชาวญี่ปุ่นรู้กันมานาน
มันกลบภาพพจน์เกย์ไป (ถ้าแกเป็นเกย์จริง เราว่าแกคงเป็นเกย์ที่น่าเกลียดสุดแระ
ไม่ได้มีความน่ารักในแบบฉบับทั้งคิงส์และควีนเลยให้ตาย) เคยคุยกันว่า ตลอด
20 ปีที่ผ่านมาไม่เคยมีปาปารัซซี่ถ่ายรูปแปะกับสาวได้เลยหรือ ก็มีแต่คนบอกว่าไม่เคยมีใ
ครเห็นเลย แม้กระทั่งตอนคบกับเจ๊อุจิดะ (เจ๊หมีแห่ง IRYU2)ก็ไม่มี (แต่คนรับรู้กันทั่วว่าเป็นแฟนกัน
นานมาก 7 ปี จนเกือบหมั้นเกือบแต่งไปแล้ว แต่ก็เจออาถรรพ์เลข 7 เลิกกันไปตามระเบียบ)
หลังจากนั้นก็มีข่าวกับสาวๆคนโน้นคนนี้บ้าง แต่ไม่มีนักข่าวคนไหนกล้าถามแกตรงๆ
เลย ^^" มีแต่ไปถามผู้หญิง ซึ่งดูๆแล้วก็น่าจะจริง lol แต่ถ้าแกอยากบอกแกก็บอกค่ะ
อย่างตอนปี 2005-2006 แกก็ยอมรับว่ามีที่ดูๆอยู่ (แต่ก็เลิกกันไปอีก ^^")
มาปี 2007-2008 นี่โสดสนิททีเดียว ไม่งั้น AV คงไม่ได้ใช้งานบ่อยๆ 555+
คิดว่าข่าวดีคงต้องรอหลังจบละคร Ryomaden ล่ะค่ะ
นอกจากเรื่องกอสซิปแล้ว อีกข่าวที่แปะไม่มีก็คือ เสียเรื่องงานค่ะ
ไม่ปรากฏว่าแกเคยเสียหายเรื่องงานอันใดหรือประพฤติตัวแย่ในการทำงาน
ตัวงานเองก็มีการพัฒนาไปเรื่อยๆ อย่างที่เห็นๆ นิสัยแกก็ไม่ได้เย่อหยิ่ง
ให้คนหมั่นไส้อะไร ไปออกรายการก็สุภาพมาก ถ้ารายการไหนสนิทกับพิธีกร
แกก็จะเป็นตัวปล่อยมุกไปเลย (ลูกสาวชั้น น้องยูนะนี่แหล่ะ หัวเราะมุกแปะจนหมดมาด
เจ้าหญิงมาแล้วใน MS T_T) ส่วนข้อเสีย อื่นๆ มันเป็นเรื่องส่วนตัวแก 555+
ไม่เกี่ยวกับแฟนเพลงอย่างเรา อาทิเช่น บ้าสะอาดขั้นโคม่า จู้จี้ แล้วก็เอาแต่ใจ
แกยังบอกเลยว่าแกอ่ะ "Mr. Neurotic, Mr. Alarmist, Mr. Suspicion.
So, no-one wants to marry me now" (ประโยคแรกเห็นด้วยอย่างแรง
ประโยคหลังไม่แน่ใจ XD)
จากประโยคข้างบนนั่น แปะเล่าด้วยว่า แกชอบฝันว่า เล่นคอนเสิร์ตแล้วคนดูก็
ลุกหนีออกไปหมดเลย แกกลัวมาก กลัวจะเป็นแบบนี้จริงๆ เลยต้องตั้งใจให้มาก
ขึ้นๆในแต่ละงานที่ทำ
แต่ว่านี่ก็ผ่านไป 20 ปีแล้ว คนดูก็ยังไม่หนีไปไหน
แต่ก็ไม่ใช่ว่าแกจะอยู่ได้ตลอดนะคะ เคยได้ยินมาว่าแปะแพลนชีวิตหลังเกษียณไว้แล้ว
เหมือนกัน ก็ทำงานไปจนกว่าจะหมดวัย แล้วแกคงไปทำงานบริหารในส่วนของ Amuse
อันนี้ยังไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆแปะมีตำแหน่งเป็น Executive manager ของ Amuse เข้าใจว่า
คงมีหุ้นอยู่ด้วย (คล้ายแกรมมี่ให้หุ้นนักร้องในสังกัดน่ะค่ะ) รุ่นใหญ่ๆอย่างลุงๆกับป้า SAS
ก็น่าจะมี ตอนที่ SAS ประกาศพักงานหลังปี 2009 (แก่กันแล้วนิ แถมทำเงินกันมาตั้งแต่
ยุค 80 แล้ว) Amuse ถึงขั้นเรียกประชุมผู้ถือหุ้นทั้งหมดทีเดียว ข่าวลงด้วยว่าปีนี้ผลประกอบ
การของ Amuse ดี รายได้ส่วนใหญ่มากจากคอนเสิร์ตและผลิตภัณฑ์จากรุ่นใหญ่ๆอย่าง SAS
แล้วก็แปะ รุ่นเด็กๆก็ วง Porno, วง Fumpool แล้วก็ Perfume ไรเงี้ย
สุดท้ายนี้ก่อนปิดเรื่อง ต้องขอบคุณ หลายๆคนค่ะ ที่อุตส่าห์ช่วยในการแปลนี้ เราเองพูดตรงๆว่า
แปลเพราะอยากแปล ทั้งที่ไม่เคยแปลอะไรมาก่อนเลย
สนองนี๊ดตัวเองว่างั้นเถอะ และที่เอาลงในบล็อคก็เพราะคิดว่าหาง่ายดี
สำหรับการอ่าน ไม่ค่อยเจ๊งง่ายเหมือนฟอรั่ม
-ขอบคุณ Masha ที่ช่วยแชร์ประสบการณ์ผ่านทางบล็อค
-ขอบคุณ Midori-san สำหรับการแปลเป็นภาษาจีน
-ขอบคุณ izumisano-san สำหรับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ
-ขอบคุณคุณ ก สำหรับความกรุณาในการตรวจทาน แก้สำนวนให้ตรงกับต้นฉบับญี่ปุ่น และคำอธิบายในหลายเรื่องๆค่ะ
-ขอบคุณคุณ Happytikky สำหรับรูปประกอบค่ะ
-ขอบคุณคนอ่านทุกๆคนค่ะ (มีคนอ่านด้วย ^^")
ถ้ามีโอกาสอาจจะได้แปลเรื่องอื่นๆอีกค่ะ ความจริงแล้วมาชาเขียนเพิ่มตอนแกเป็นเด็กๆมาด้วย
ถ้าหากว่าไม่ติดอะไร อาจจะแปลเพิ่มตรงส่วนนี้ให้ค่ะ
ท้ายของท้ายที่สุดจริงๆ อาจจะต้องขอปิดบล็อคไว้ชั่วคราวค่ะ ชีวิตเราถึงคราวต้องพักเหมือนมาชาเหมือนกัน lol
มีเรื่องที่ต้องไปจัดการชีวิต ถ้าเวลาอะไรลงตัวแล้ว คงได้กลับมาอัพใหม่นะคะ
=______='

แล้วก็แปลได้ดีมากเลย ขอบคุณมากค่ะ
มาถึงตอนสุดท้ายแล้วหรอเนี่ย เสียดายจัง ยังอยากติดตามอ่านต่อไปเรื่อย ๆ
#1 By nynany (203.159.36.13) on 2009-03-22 11:12