Fukuyama : ANN-Tokyo tower 4
posted on 07 Mar 2009 00:52 by molecularkitten in MashaSection
Chapter 4
Tokyo Tower ~Me & My Radio, & sometimes My Mom~
This story was translated from English version by izumisano-san at Mashaplus-forums Feb 17th, 09
(Registration to be a member is required before you can log in ^^b)
(Part 1)
เดือนพฤศจิกายน ปี 1988
ภาพยนตร์ " Hon no 5g " 「ほんの5g」นำแสดงโดยนักแสดงหญิง ยาสึโกะ โทมิตะ (富田靖子) เปิดตัวต่อสาธารณชน เรื่องราวเกี่ยวกับนศ.สาวผู้มีความกังวลใจเกี่ยวกับกับการใช้ชีวิต วัยเยาว์ ความรัก มิตรภาพ และ ปาจิงโกะ (มาเกี่ยวข้องอะไรด้วยเนี่ย)
หนังเปิดฉากด้วยโทมิตะเดินทางเข้ามายังอพาร์ทเม้นต์แห่งหนึ่ง และเดินเข้าไปพบกับเลิฟซีนสุดเร่าร้อนของนักแสดงหน้าใหม่คนหนึ่ง
ใช่แล้ว นักแสดงคนนั้นคือผมเอง
ฤดูใบไม้ร่วง ปี 1988 หนึ่งปีผ่านไปนับจากฤดูร้อนปี 1987
ฟุคุยาม่า มาซาฮารุ ในวัย 19 ปี ผู้ซึ่งเกือบตามน้ำไปกับลูกสาวแสนสวย 3 คน (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนกลาง) และความอบอุ่นของการแช่ตัวในถังไม้ซีดาร์ สุดท้ายแล้วก็สามารถเรียกสติคืนมาได้จากคำพูดของเพื่อนรุ่นพี่ในโรงงานนั้น
และเข้าสู่การทดสอบเพื่อเป็นนักแสดงของ Amuse
นี่คือเรื่องราวการเดินทางครั้งสำคัญของเด็กหนุ่มอายุ 18 ปี จากบ้านเกิดที่นางาซากิ จนกลายมาเป็น "สมบัติของวงการวิทยุ" ที่โตเกียว ในอีก 20 ปีต่อมา
--------------------------------------------------------------------
ขอบคุณสำหรับท่อพักไอเสียที่พัง ทำให้ผมได้รู้ผลการคัดเลือก หลังจากที่โชคเข้าข้าง สุดท้ายแล้ว ผมก็ "ผ่าน" การทดสอบอย่างไรก็ตาม เงื่อนไขของบริษัทก็คือ "ในระหว่างที่ยังมีสถานะเป็น "นักแสดงฝึกหัดจะได้รับเงินรายปีจำนวน 30,000 เยน"
เงินรายปี 30,000 เยน?
พูดตรงๆก็ได้ว่า ผมโมโหมาก
มันจะเป็นไปได้ยังไง? เราไม่ได้อยู่ในโลกที่มีเงินมาวางกองไว้ให้อยู่แล้วหรอกนะ.....
และ Amuse ก็ยังมีข้อกำหนดอีกว่า
"เนื่องจากยังไม่เป็นที่แน่นอนว่าคุณจะได้รับมอบหมายงาน ฉะนั้นจึงอนุญาติให้ทำงานพิเศษได้ อย่างไรก็ตามพึงระลึกว่าควรเป็นงานที่คุณสามารถลางานได้ทันทีที่ถูกเรียกตัว"
ทำไมไม่บอกด้วยล่ะว่าจะไปหางานแบบนั้นได้ที่ไหน? แล้วจะอยู่ได้ยังไงกับเงินรายปี 30,000 เยนนี่? ทำให้ถึงแม้ว่าผมจะสามารถผ่านการทดสอบไปได้ ผมก็นึกออกได้อยู่อย่างเดียวว่า "พวกนั้นเห็นเราเป็นคนโง่อยู่หรือเปล่า?"
อย่างไรก็ตาม ผมคงต้องหยุดทำงานที่โรงงานไม้ ผมบอกเจ้าของโรงงานเรื่องที่ผมผ่านการคัดเลือก และอธิบายเหตุผลที่ผมจำเป็นจะต้องย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองอย่างละเอียด หลังจากที่ได้ฟังเรื่องทั้งหมดแล้ว คุณพ่อของสามลูกสาวแสนสวย และก็เกือบจะเหมือนพ่อของผมคนหนึ่ง ก็บอกว่า " เข้าใจละ ถ้างั้น เธอมีเรื่องเดือดร้อนเมื่อไหร่ ก็กลับมาที่นี่ได้เสมอนะ! " เขายินดีที่จะให้ผมลาออกด้วยคำพูดนี้เอง ส่วนอดีตนักร้องเองกะผู้จุดประกายความคิดให้ผมตัดสินใจเข้าสู่การทดสอบ นากานิชิซังก็สนับสนุนผมด้วยคำพูดว่า " พยายามเข้าล่ะ! " เมื่อคิดย้อนกลับไปแล้ว ผมรู้สึกว่าแม้เจ้าของโรงงานกับนากานิชิซังจะให้กำลังใจผม แต่ก็คงรู้สึกเป็นห่วงผมอย่างมากเหมือนกัน
ทั้งที่ผมบอกว่าจะย้ายเข้ามาอยู่ในเมือง แต่ไม่มีทางเลยที่จะสามารถเช่าห้องอยู่ได้ด้วยเงินรายปีแค่ 30,000 เยน ดังนั้นผมเลยปรึกษากับเพื่อนร่วมห้องผู้ซึ่งเรียนโรงเรียนเดียวกัน เกิดวันเดียวกัน กรุ๊ปเลือดเดียวกัน มีแมวมองมาทาบทามก่อนผม และตอนนี้ก็ทำงานเป็นไนท์คลับโฮสต์ว่า เราควรจะย้ายบ้านไปด้วยกัน
Original story in Japanese language posted on ANN TamaRadi Blog 2007.04.03
Chinese translation by Midori-san at yahoo-hk-blog
---------------------------------------------------------------------
(Part 2)
เราเลือกอาศัยอยู่แถวๆเขตมิตากะ (三鷹) ในอพาร์ทเม้นต์เก่าๆจวนพังมิพังแหล่ ด้วยค่าเช่า 29,000 เยนที่ถูกอย่างเหลือเชื่อ เรารีบย้ายเข้าไปแทบไม่ทันได้เสียเวลาคิด และในขณะที่กำลังฉลองกันอย่างเริงร่านั่นเอง
" เพื่ออนาคตของเรา! " ทันทีทันใดนั้นก็มีแขกไม่ได้รับเชิญ " โครม! โครม! โครม! โครม! โครม! " ใครบางคนกำลังรัวกำปั้นไม่ยั้งลงบนประตู
ในตอนแรกเราสองคนพยายามทำเป็นไม่สนใจ แต่เนื่องจากรู้สึกว่าออกจะรบกวนมากเกินไปแล้ว ผมเลยกระชากประตูให้เปิดออกก่อนจะตะคอกว่า
" ทำเสียงหนวกหูหาอะไรนักหนาวะ!! " ตอนนั้นเอง.....
สิ่งที่อยู่ในสายตาผมก็คือชายเหี้ยมร่างยักษ์พร้อมลายสักพร้อยไปทั้งตัว.....อีกแล้วเหรอ? ทำไมชีวิตผมจะต้องเกี่ยวข้องกับ "ลูกพี่ขาใหญ่" ในทุกที่ที่ผมไปด้วย?
ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยรอยสักบนกล้ามเนื้อที่ยังลงสีไม่เสร็จดี ท่อนบนพันไว้ด้วยแถบผ้าสีขาว เขากระทืบเท้าเข้ามาในบ้านพร้อมกับตะคอกว่า " ส่งเสียงเอะอะโวยวายอะไรกันวะ! " เมื่อเห็นแบบนี้พวกเราก็ได้แต่หวาดกลัวจับใจ
" เราขอโทษครับ! ขอโทษจริงๆ ครับ! " พวกเราก้มหัวขอโทษไม่ขาดปาก ทันใดนั้นลูกพี่ขาใหญ่ก็ถามขึ้นว่า
" แกสองคนมาจากไหน ห๊ะ มาจากที่ไหน? จากเมืองไหน? "
" นะ...นางาซากิ..... " เราตอบกลับไปเสียงสั่น แต่เขากลับอุทานเสียงดัง " อะไรนะ? พวกแกมาจากนางาซากิเรอะ? ดีมาก แกสองคนตามฉันมาเดี๋ยวนี้! "
ปรากฎว่าเขาเป็นสมาชิกของแก๊งค์ที่น่าจะมีพี่เบิ้มมาจากนางาซา ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่านี่จะเรียกว่าพวกเราโชคดีได้หรือเปล่าที่ดันมาจากที่เดียวกัน เราต้องทำตามคำสั่งอย่างไม่มีทางเลือกกลางฤดูหนาว ร่างที่เต็มไปด้วยรอยสักมีแค่ผ้าขาวที่พันรอบตัว แล้วพาดแจ๊กเกตไว้แค่นั้น ดูไปแล้วเหมือนกับ "โทระซัง-พ่อค้าพเนจร" (フーテンの寅さん) เราได้แต่เดินตามเขาไปด้วยความห่อเหี่ยว
ที่ๆ เขาพาเรามาคือผับแห่งหนึ่งย่านคิจิโจจิ (吉祥寺) และพวกเราก็กลายเป็นเป้าสายตาทันทีที่ย่างเท้าเข้าไป คงไม่ต้องบอกเลยว่า เราทั้งคู่รู้สึกตัวเหลือเล็กนิดเดียวขนาดไหน เหตุการณ์นี้ดำเนินติดต่อกันอยู่หลายคืน จนผมทนไม่ได้อีกต่อไป เลยบอกกับเพื่อนว่า "ขอโทษด้วย ฉันคงต้องย้ายออก" ขืนอยู่นานไปกว่านี้ก็หมายความว่าทุกคืนผมจะต้องออกไปข้างนอกกับลูกพี่ขาใหญ่ที่เต็มไปด้วยรอยสักนั่น ช่างเป็นอันตรายอย่างมากต่อสุขภาพ ดังนั้นผมจึงบอกลามิตากะหลังจากที่อาศัยอยู่ที่นั่นแค่เพียง 10 วัน และมุ่งหน้าไปชิบุยะแต่เพียงลำพัง
อย่างแรกที่จำเป็นต้องทำต่อจากนี้ คือ หาที่อยู่ใหม่แถวชิบุยะแล้วก็งาน ต่อจากนั้นก็หาทางที่จะดำรงชีวิตอยู่ให้ได้ด้วยเงินรายปีพียง 30,000 เยน
-----------------------------------------------------------------------
(Part 3 and some of 4)
ถึงแม้ว่าผมจะผ่านการคัดเลือกของ Amuse แต่ด้วยข้อตกลงที่ว่า "เงินเดือน 30,000 เยน" ก็สร้างความกดดันเป็นอย่างมาก เมื่อไม่มีทางอื่น ผมกับเพื่อนร่วมห้องจึงย้ายเข้ามาอยู่ในอพาร์ทเม้นต์ราคาถูกแถวมิตากะ แต่ทุกๆ คืนเราต้องตอบรับคำเชิญไปดื่มเป็นเพื่อนกับลูกพี่ขาใหญ่ สุดท้ายแล้วผมจึงบอกลาเพื่อน แล้วย้ายมาอยู่ที่ชิบุยะเพียงลำพัง
บ้านหลังต่อมาของผมคือบ้านพักของทีมงาน Amuse ที่ชิบุยะ ผมเช่าห้องหนึ่งที่นั่นและเริ่มชีวิตใหม่ร่วมกับทีมงานของ Amuse อีก 3 คน เป็นวันคืนที่ผู้ชายตัวโต 4 คนอาศัยอยู่ด้วยกัน
ห้องของผมอยู่ชั้นสอง ส่วนที่ชั้นหนึ่งมีตู้เย็นรวมอยู่ ความที่ผมไม่ได้คิดอะไรมากในตอนนั้น (ที่จริงแล้วต้องบอกว่า ผมไม่ได้คิดอะไรเลย) ผมทำเหมือนกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างในตู้เย็นนั้น "เป็นของผม" แล้วก็เริ่มกิน ดื่มทุกอย่างโดยไม่มีการขออนุญาติใคร
ผมเริ่มปฏิบัติตัวตามภาษิตที่ว่า "ของคนอื่นก็เหมือนกับของเรา" และด้วยเหตุนี้เอง แน่นอนว่าสร้างความขุ่นเคืองให้กับเพื่อนที่อยู่ด้วยกันเป็นอันมาก
"ฟุคุยาม่า....ห้ามทำแบบนี้อีกนะ กินของคนอื่นเขาฟรีๆ แบบนั้น...."
แต่ทว่า ผมไม่ได้สำนึกเลยว่าทำไม ในใจผมมีแต่ความคิดที่ว่านี่เป็น "ของที่รุ่นพี่ซื้อเลี้ยงรุ่นน้อง"
"ไม่เห็นจะผิดตรงไหนเลยที่กินของที่รุ่นพี่ซื้อให้" นี่คือสิ่งที่ผมคิดในเวลานั้น โดยลิมมารยาทที่ว่า " ต้องขออนุญาติผู้อื่นก่อน! "
ตอนนั้นผมก็เริ่มทำงานที่ใหม่ ในคอฟฟี่ช็อปซึ่งอยู่ถัดจากสถานีตำรวจอุตากาว่า-โจ ชิบุยะ (宇田川町) ผมต้องสวมชุดดำทั้งชุดแล้วก็เริ่มรู้สึกว่ามีสายตาจับจ้องด้วยความสนใจจากบรรดาสาวๆ...... เกิดอะไรขึ้นกัน ผมก็ยังตอบไม่ได้ แต่ที่แน่ๆ ผมมั่นใจอย่างหนึ่งว่าตัวเองกำลังก้าวเดินอยู่บนวิถีทางสายใหม่
และถึงแม้ว่าจะเข้าทำงาน แต่ในขณะเดียวกันผมก็ต้องไปเข้าชั้นเรียนฝึกการแสดงของ Amuse ด้วย วิธีการยืดหยุ่นข้อต่อ, วิธีการพูดตามบท และอื่นๆอีกมากมาย ผมเข้าเรียนค่อนข้างสม่ำเสมอ ไม่สิ ที่จริงแล้ว ดูเหมือนว่าผม “คิดว่า”ตัวเองไปเข้าเรียนในชั้นสม่ำเสมอต่างหาก แต่เมื่อได้คุยกันถึงเรื่องสมัยก่อนกับ โทเนซากุ สิ่งที่เขาพูดสร้างความประหลาดใจเป็นอย่างมากให้กับผม
" มาจัง แทบจะไม่เคยเข้าเรียนเลย ไม่ใช่แค่นั้นนะ นายจะโผล่หัวมาก็ตอนที่เขาเรียนจบบทเรียนกันไปแล้วพร้อมคำพูดที่ว่า "ขอบคุณคร้าบบ สำหรับความพยายาม" จากนั้นก็ชวนทุกคนออกไปดื่ม "ออกไปดื่มกันเถอะ! ไปดื่มกันนะทุกคน! "
เป็นความจริงที่ว่าพวกเราชอบไปดื่มกันที่ร้านเหล้าแถวๆใต้สะพานนากะ-เมกุโระ (中目黒) บ่อยๆ หลังจากเลิกเรียน พวกกลุ่มเพื่อนฝูงก็จะนั่งล้อมวงกินหม้อไฟใส่โมะสุ (เครื่องในสัตว์) แล้วก็นั่งเถียงกันเรื่องที่ว่านักมวยปล้ำมืออาชีพคนไหนแข็งแกร่งที่สุด?
ไม่นานหลังจากนั้น ผมก็ได้รับมอบหมายให้รับบทในภาพยนตร์เรื่อง "Hon no 5g"
แน่นอนว่าในเวลานั้น แม่ของผมไม่รู้เลยว่าผมทำอะไรอยู่ในโตเกียวนี้ ผมยังไม่ได้บอกแม่แม้กระทั่งเรื่องที่ผ่านการคัดเลือก สำหรับแม่ที่อยู่ที่นางาซากิแล้ว ผมมั่นใจว่า ต่อให้ผมเล่าเกี่ยวกับการทดสอบคัดเลือกเพื่อเป็นนักแสดงในโตเกียว แม่ก็คงนึกภาพไม่ออกแน่นอน ดังนั้น ครั้งแรกที่ผมโทรกลับไปหาแม่และบอกเล่าเกี่ยวกับชีวิตในโตเกียวจึงเป็นตอนหลังจากที่ผมได้รับเลือกให้แสดงในภาพยนตร์เรื่อง “Hon no 5g” นี่แล้ว
Original story in Japanese language posted on ANN TamaRadi Blog 2007.04.04
Chinese translation by Midori-san at yahoo-hk-blog
---------------------------------------------------------------------
(Rest of Part 4 and Part 5)
พูดตามความจริง ตัวผมเองก็ยังไม่ค่อยจะอยากเชื่อเรื่องที่จะได้เล่นหนัง แต่อย่างไรก็ตามผมก็ไปที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะสีเขียว แล้วก็โทรไปบอกแม่
"แม่ ผมกำลังจะได้เล่นหนังแล้วนะ"
"หือ? หนังโป๊เรอะ?"
โครม!
ผมกระแทกหูโทรศัพท์ลงอย่างแรง ด้วยความโมโห
แต่ทว่า....
วันแรกของการถ่ายทำ ฉากแรกในสตูดิโอที่ผมต้องเล่นก็คือ ฉาก "บนเตียง"
" เอาล่ะ วันนี้นายต้องเล่นบทถึงเนื้อถึงตัวนิดหน่อยนะที่นี่ " ผู้กำกับบอก
" แล้วตอนนั้นผมต้องทำยังไงบ้างครับ? "
" โอ้ ก็ทำไปเหมือนปกติที่ควรจะทำนั่นล่ะ " นั่นคือคำตอบของเขา
" หือ? หนังโป๊เรอะ? " ชั่วขณะนั้นเอง คำพูดของแม่เมื่อวานก็แว้บขึ้นมา
ในใจผมตอนนั้น เรียกได้ว่ากำลังเตรียมพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
" คุณบอกว่าทำไปเหมือนปกติ ใช่ไหมครับ? "
คู่ของผมเริ่มงานมาจากการเป็นนางแบบ แล้วก็ช่างดูแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงจากผู้หญิงทุกคนที่ผมเคยเจอตอนที่อยู่นางาซากิ
" นี่เป็นครั้งแรกของผมครับ ที่เล่นหนัง " ผมรู้สึกว่าตัวเองกระตือรือร้นเป็นพิเศษ เธอดูสวยมากในเสื้อชั้นในแนบเนื้อสีชมพู ไม่เพียงแค่นั้น ตัวก็ยังหอมมากอีกด้วย ใจของผมร้อนขึ้นจนเกือบกลายเป็นเดือดทีเดียวเมื่อเห็นอะไรอย่างหนึ่ง เนื่องจากตอนซ้อมกระโปรงของเธอต้องเลิกขึ้นเลิกลงหลายๆ ครั้ง และใต้ถุงน่องนั้นเอง ผมก็สามารถมองเห็นไปได้ถึง "กางเกงชั้นในของนางแบบสาวแสนสวยจากโตเกียว"
นี่แหล่ะ "โตเกียว"
การได้ทำในบางสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน หรือไม่แม้แต่จะกล้าคิด* (*เลิฟซีนกับนางแบบสาวชาวโตเกียว) ทำให้ทำให้ผมไม่ค่อยรู้สึกว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงหรือเพียงแค่คิดไปเอง และในการฉายรอบปฐมทัศน์ ผมก็ได้แต่นั่งตะลึงเมื่อเห็นตัวเองครั้งแรกบนจอยักษ์ พร้อมกับพูดว่า
" (แสดงได้) ห่วยจริงๆ...... "
และประโยคแรกที่แม่ของผมพูดหลังจากที่ได้ไปดูหนังแล้วก็คือ " ท่าทางแกน่าเกลียดมาก "
ทำไมแม่ถึงได้มีมุมมองอะไรที่มันแปลกไปจากชาวบ้านเขาอยู่เสมอนักนะ?
" แกเลิกนั่งหลังงอซะทีได้ไหม แล้วไอ้ท่ากินข้าวนั่นก็ช่างเหมือนพ่อแก! ไม่เข้าท่า! " แม่ใส่แบบไม่มียั้ง
หลังจากนั้น ผมก็ถูกเรียกตัวไปพบกับท่านประธานโอซาโต้ของบริษัท Amuse
ทันทีนั้นเองเขาก็บอกกับผมว่า " นายจะต้องกลายเป็นแบบ ทามิยะ จิโร่ (田宮二郎) "
บทบาทของทามิยะ จิโร่ในเวลานั้นก็คือ หนุ่มหล่อไฮโซ สุดเท่ห์, ยากูซ่า, ดาวร้ายผู้ซึ่งไม่หยุดจนกว่าจะได้ในสิ่งที่ต้องการ เขาทำได้อย่างดีเยี่ยมมาก ซึ่งในความจริงแล้วเขาก็จัดว่าเป็นนักแสดงแถวหน้าจริงๆ เสียด้วย
" อย่างนายนี่ไม่เหมาะกับจะเป็นแบบ ชินทาโร่ คัทสุ (勝新太郎) หรอก ต้องแบบทามิยะ จิโร่จริงๆด้วยนั่นแหล่ะ ฉันฟันธงได้เลย! "
และท่านประท่านก็ตัดสินใจแบบพูดเองเออเองอยู่ฝ่ายเดียวไปแบบนั้น
และเพราะว่าได้แสดงภาพยนตร์ เงินเดือนของผมก็เลยขึ้นมาเป็น 80,000 เยน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพอยู่ดี แต่ตราบใดที่ผมอยู่ในที่พักของทางบริษัทแบบนี้ ก็จะมีทั้งอาหารที่อยู่ในตู้เย็นให้กินได้ฟรีๆ หรือ AV ให้ดูแบบไม่ต้องเสียงตังค์สักแดงเวลาที่อยากดู แม้กระทั่งถ้าหากถึงคราวขัดสนขึ้นมาจริงๆ ก็ยังมีอีกหลายทางที่ผมจะทำได้ ผมอาจจะเข้าไปที่ออฟฟิศแล้วก็บอกกับรุ่นพี่ทีมงาน 3 คนที่อยู่ด้วยกันว่า " ขอตังค์ให้ผมยืมหน่อย~~"
หรือถ้าหิว ผมก็จะบอกว่า " พาผมไปเลี้ยงข้าวหน่อย~~ "
และถ้าเบื่อ ผมก็จะบอกว่า " ไปดื่มกันเถอะ~~ "
ผมทำตัวราวกับเป็น "ที่รักนักแสดง" และก็เพราะว่าพวกเขาต่างก็ใจดีกันเป็นล้นพ้น ฉะนั้นต้องยินดี (?) แน่ๆที่จะให้ผมยืมเงิน หรือพาไปเลี้ยงข้าว และถ้า พูดถึงเงินที่ผมยืมมาในตอนนั้น ผมคิดว่า....จนถึงทุกวันนี้ ก็ยังไม่ได้จ่ายคืน.....
มาคิดดูในตอนนี้แล้ว พวกเขาไม่เคยที่จะแสดงความชิงชังรังเกียจต่อจอมรีดไถคนนี้เลย และก็ยังคงเต็มอกเต็มใจที่จะคบค้าสมาคมกับผม ในโตเกียวนี้ผมได้รับน้ำใจและความสนับสนุนช่วยเหลือจากหลากหลายผู้คนเกินกว่าที่ผมจะทันสำนึกตัวด้วยซ้ำ
~End of Chapter 4~
Chinese translation by Midori-san at yahoo-hk-blog
---------------------------------------------------------------
Ashita no SHOW - Masaharu Fukuyama
บทนี้ยังไม่มีเวลาอธิบายชื่อคนค่ะ เสาร์-อาทิตย์ก็ไม่ว่าง เลยมาโพสก่อนแล้วกัน
ถ้าว่างแล้วจะกลับมาแก้ไข + โพสอธิบายเพิ่มอีกทีนะคะ

#1 By m i n i c a n v a s on 2009-03-07 02:31