Fukuyama : ANN-Tokyo tower 3

posted on 04 Mar 2009 15:01 by molecularkitten  in MashaSection

 

Chapter 3

 

Tokyo Tower ~Me & My Radio, & sometimes My Mom~

 

This story was translated from English version by izumisano-san at Mashaplus-forums Feb 12th, 09 

(Registration to be a member is required before you can log in ^^b)

 

 

ฤดูร้อนปี 1987 จากนางาซากิสู่โตเกียว
ทำงานเป็นคนส่งพิซซ่าแถวชินจูกุ ได้เจอกับ อันโตนิโอ อิโนกิซัง แต่แล้วแค่เพียง 3 เดือนก็ถูกไล่ออก ด้วยเหตุผลที่ว่า บุคลิกไม่เข้ากับสไตล์ของคนเมืองหลวง

"ผมได้เริ่มงานเพลงหรือยัง? อย่างไม่ทันตั้งตัวที่ต้องหันเหไปทำงานใช้แรงงาน สร้างฐานรากของตึก J-wave แล้วก็ต้องเลิกไปเมื่อถูกโกงค่าแรง
ตอนนี้ผมเริ่มงานเพลงได้หรือยัง? อย่างไม่คาดคิดเมื่อต้องย้ายไปทำงานที่โรงงานไม้ใกล้ๆ กันนั้น ยังคงไร้ซึ่งดนตรี"


ในที่สุด พอคิดว่าจะเริ่มงานเพลง... กลับหักเหไปทำงานพาร์ทไทม์แบบที่ใช้แงงาน
สร้างฐานรากของตึกที่ J-wave เคยอยู่ แล้วก็ต้องเลิกไปเมื่อถูกโกงค่าแรง

คราวนี้ล่ะ จะได้หันหางานเพลง... แต่ก็หันไปทำงานที่โรงงานไม้ใกล้ๆ กันนั้นเสียอีก
อีกแล้ว ... ผมก็ยังไม่ได้เริ่มงานดนตรีเสียที

และแล้วในฤดูใบไม้ร่วงปี 1988 ในการคัดเลือกผู้แสดงในภาพยนตร์ฉลองครบรอบ 10 ปีของบริษัท Amuse
"ผ.. ผม ฟุคุยาม่า มาชาฮารุ อายุ 19 ปี "


คืนนี้ (บทนี้) แล้ว ที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งพร้อมกับกีต้าร์ในสภาพเหนื่อยหอบจะมาปรากฎตัว...?
ณ สถานที่ที่การออดิชั่นรอบสุดท้ายกำลังจะเลิก

นี่คือเรื่องราวการเดินทางครั้งสำคัญของเด็กหนุ่มอายุ 18 ปี จากบ้านเกิดที่นางาซากิ จนกลายมาเป็น "สมบัติของวงการวิทยุ" ที่โตเกียว ในอีก 20 ปีต่อมา

 

-----------------------------------------------------------------------------------

 

(Part 1&2)

 

ผมรู้สึกมีความสุขมากตอนที่ทำงานอยู่ที่โรงไม้นั่น งานที่ต้องทำมีเพียงแค่ขนไม้สำหรับใช้สร้างบ้าน 1 หลัง (ศัพท์เฉพาะของวงการคือ “hippari” ) ขึ้นรถบรรทุก 2 ตันแล้วนำไปส่งที่สถานที่ก่อนสร้าง การที่เห็น “งาน” เป็นรูปเป็นร่างขึ้นต่อหน้า และที่สุด บ้านก็สำเร็จขึ้นมาเป็นหลัง ขอเพียงลงแรงไปก็จะได้เงินมาอยู่ในมือ ช่างเป็นวิถีการทำงานที่เข้าใจได้ง่ายมากๆ ผมรู้สึกพึงพอใจเต็มอิ่มกับความง่ายๆ นั้นมากขึ้นๆ

 

เจ้าของโรงงานมีลูกสาวน่ารักอยู่ 3 คน ครั้งหนึ่งเขาถึงกับเอ่ยปากกับผมว่า "อยากแต่งกับคนไหนก็เลือกเอาเลย จะยกให้!" ภรรยาของเจ้าของโรงงานก็จัดเป็น ภรรยาหัวหน้าตัวอย่าง "เธอต้องได้แช่เนื้อแช่ตัวดีๆ บ้างรู้ไหม!" “สมกับเป็นโรงไม้จริงๆ ” ผมถึงกับร้องออกมาเมื่อเห็นถังไม้ซีดาร์อย่างดีสำหรับแช่ตัวนั่น เป็นถังที่สวยงามอย่างที่หาไม่ได้อีกแล้วในปัจจุบัน และหลังจากอาบน้ำแล้ว ภรรยาของเจ้าของที่เพิ่งเตรียมอาหารเย็นเสร็จก็จะพูดว่า "เอ๊า มากินข้าวเร็ว!" นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่ผมเข้ามาอยู่ในโตเกียว ที่ผมรู้สึกถึงสิ่งที่เรียกว่า "ความอบอุ่น"

นึกย้อนไปถึงตอนที่มาถึงใหม่ๆ เพื่อนร่วมงานที่ร้านพิซซ่าบอกกับผมว่า " พ่อจะซื้อรถให้ฉันล่ะ ถ้าฉันสอบได้คะแนนดีๆ " หัวหน้างานบริษัทก่อสร้างนั่งร้านนั่นก็พยามที่จะโกงค่าแรงของผม ไม่มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นเลย นับตั้งแต่ที่ผมมาโตเกียวและต้องทำงานเพื่อหาเงินมาเป็นค่าอาหารแต่ละมื้อและเพื่อดำรงชีวิตอยู่ แต่ที่นี่ เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกได้ว่าอบอุ่นใจอย่างแท้จริง และตั้งแต่ที่เจ้าของโรงงานพูดแบบนั้น ว่าทำไมไม่แต่งกับลูกสาวแกสักคน แล้วก็รับช่วงกิจการโรงงานนี้ต่อไป ซึ่งฟังดูแล้วก็น่าจะดี ผมคิดอย่างนี้มาตลอดจนกระทั่งวันหนึ่ง

 

เสียงเพลงสากลแว่วมาจากวิทยุในเวลาโพล้เพล้ ระหว่างที่เราเดินกลับบ้านด้วยกันนั้น จู่ๆ นากานิชิซังซึ่งเป็นคนที่มีกริยาท่าทางดูดีกว่าใครในโรงงานนั้นก็พูดกับผมว่า " ฉันได้ยินมาว่านายอยากเล่นดนตรีหรือ? "

" คะ...ครับ แต่ถึงจะพูดอย่างนั้น ตอนนี้ผมก็ชักจะเริ่มชินกับที่นี่แล้ว จะว่ายังไงดีล่ะ....ชิวิตแบบนี้ ก็ไม่เลวดีเหมือนกัน " ผมตอบออกไปอย่างคลุมเครือ แต่ก็เป็นสิ่งที่ในใจผมรู้สึกจริงๆ ในเวลานั้น

 

แต่ทว่า...

" ที่จริงแล้วครั้งหนึ่งฉันเคยเป็นนักร้องเองกะ (演歌) มาก่อน " ผมอดที่จะแปลกใจไม่ได้เลยตอนที่ได้ยินนากานิชิซังสารภาพออกมาแบบนั้น " มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากมาก มีหลายเรื่องที่ฉันไม่ชอบ สุดท้ายแล้วฉันก็ทนไม่ได้ จนต้องเลิกไป แต่ว่าตอนนี้ ทุกครั้งที่ได้เห็นเพื่อนร่วมวงการในตอนนั้นออกมาร้องเพลงตามทีวี ฉันก็คิดอยู่เสมอว่า ถ้าเพียงแต่ฉันจะอดทนให้มากกว่านี้สักหน่อย มันจะต้องมีวันที่ดีกว่านี้แน่ๆ และคงจะดีไม่น้อย ถ้าฉันยังร้องเพลงอยู่.... "

 

พอมาย้อนคิดดูแล้ว ผมคิดว่า ที่นากานิชิซังพูดกับผมแบบนั้น คงเป็นเพราะเห็นผมที่มาโตเกียวเพื่อทำงานดนตรีเหมือนตัวแกเอง อาจจะทำให้เขารู้สึกถวิลหารำลึกถึงความหลังขึ้นมา สำหรับผมแล้ว ถ้อยคำที่เอ่ยออกมาอย่างไม่ได้เจตนาของเขานั้น ทำให้ผมตระหนักได้ว่า ผมมาที่นี่เพื่ออะไร " ทั้งที่แต่ละวันก็ผ่านไปอย่างมีความสุขดี แต่ภายในใจกลับรู้สึกกระวนกระวายอยู่ลึกๆ " มันทำให้ความเข้มแข็งของผมกลับคืนมา " ก่อนที่เราจะหยุดพักชีวิตไว้ที่โรงงานไม้แห่งนี้ ต้องลองให้โอกาสตัวเองดู "

 

หัวใจของผมกลับคืนมาอีกครั้ง

ใช่ กลับไปที่ "ดนตรี" , เป้าหมายเริ่มแรกของผม

 

 

Original story in Japanese language posted on ANN TamaRadi Blog 2007.03.27

Chinese translation by Midori-san at yahoo-hk-blog

 

----------------------------------------------------------------------------------

 

(Part3)

 

ตอนที่ผมกำลังเริ่มรู้สึกเคยชินกับชีวิตในโรงงานไม้แห่งนั้น คำพูดของนากานิชิซังก็ทำให้หัวใจของผมกลับมาสู่ "ดนตรี" ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายแรกเริ่มของผมอีกครั้ง แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังนึกไม่ออกอยู่ดีว่าจะเริ่มต้นยังไง เพราะถ้ารู้วิธี "เริ่มต้นงานเพลงในโตเกียว" ผมคงลองทำไปตั้งนานแล้ว ความรู้สึกของผมเหมือนชนเข้ากับกำแพงอิฐหนาๆ เข้าอย่างจัง

 

ในตอนนั้นเองเพื่อนที่อาศัยอยู่ด้วยกัน ก็มีแมวมองแถวฮาราจูกุมาทาบทาม ในแผ่นพับที่เขาเอากลับมานั้น ผมเห็นภาพขนาดใหญ่ของ โยชินากะ ซายูริซัง (吉永小百合) กำลังจับมืออยู่กับท่านประธานของเอเจนซี่แห่งนั้น
" ต้องเสียเงินค่าสมัครเข้าคอร์สอบรมก่อนตั้ง 300,000 เยน " เขาบอกกับผม " แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ยังอยากลองดู! "
" นายจะไปหาเงินมาจากไหน? "
" ฉันจะลองไปขอร้องพ่อกับแม่ดู ฉันอยากลองดูจริงๆ นะ! "

 

และเพราะว่าเราผลัดเวรอยู่โยงกันเป็นเวลากลางวันและกลางคืน ทำให้มีแค่บางครั้งเท่านั้นที่เราจะเจอกัน ปรากฏว่า เขารั้นที่จะจ่ายค่าธรรมเนียมมหาโหดเพื่อเข้าไปเรียนในคอร์สนั่นจนได้ การที่จะได้เป็นนักแสดงในโตเกียวนี่จำเป็นต้องใช้เงินมากมายถึงเพียงนี้ทีเดียวหรือ?

" จริงๆ แล้วตอนนี้นายทำอะไรอยู่กันแน่? " ผมถามด้วยความสงสัย
" เขาบอกว่า 'เอาไว้ให้ฉันเรียนจบคอร์สนี้ก่อน' ในระหว่างนี้ฉันก็ทำงานเป็นพนักงานต้อนรับไป ผู้หญิงที่ถูกทาบทามมาพร้อมกันก็ทำงานเป็นพนักงานต้อนรับอยู่ด้วยเหมือนกัน"
" นี่นายหมายถึง....ทำงานในไนท์คลับน่ะเหรอ? "

 

ถ้าโตเกียวเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยโอกาสแล้ว ก็ยังเป็นที่ที่หลายสิ่งหลายอย่างยากที่จะเป็นไปตามที่วางเอาไว้ด้วยเช่นกัน ยังไงก็ตาม ถ้าไม่นึกถึงเรื่องที่เพื่อนผมกำลังถูกหลอก ความจริงที่ว่า "มีแมวมองมาทาบทาม" ก็ทำให้ผมนึกอิจฉาเป็นกำลัง เพราะนั่นแปลว่า รูปลักษณ์ของเขาเป็นที่ยอมรับได้ในโตเกียว เทียบกันแล้ว ผมคงดูเป็นคนที่กลืนหายไปในฝูงชนเมื่อไปเดินตามท้องถนน นอกเหนือไปจากนั้น ร่างกายก็อย่างกับถูกสร้างมาให้เหมาะกับการขนไม้อย่างที่สุด ผมเคยชินกับชีวิตในโรงไม้นี่มากขึ้นๆ จนคิดจะลงหลักปักฐานเสียด้วยซ้ำ

 

"อยากจะรู้ว่าหน้าตาอย่างเราจะเป็นที่ยอมรับได้ในโตเกียวไหม เราอยากลองดูสักตั้งนึง" ผมไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าเริ่มคิดแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

 

แต่ทันทีที่ได้ยินประกาศ "การคัดเลือกผู้แสดงในหนัง 10 เรื่องของ Amuse" ในรายการแสดงโชว์ทางทีวี “Bishoujo Gakuen” (美少女学園) ของเหล่าไอดอลซึ่งเป็นรายการที่ผมดูนับครั้งได้
ความคิดแรกสุดของผม ก็คือ

 

"อยากจะรู้ว่าหน้าตาอย่างเราเนี่ยจะเป็นที่ยอมรับได้ในโตเกียวไหม เราอยากลองดูสักตั้งนึง"

 

ดังนั้นโอกาสที่มาถึงผมและทำให้ตัดสินใจที่จะเข้าร่วมการคัดเลือกในครั้งนี้ กลายเป็นว่ามาจากรายการ “Bishoujo Gakuen” นี้นั่นเอง

 

 

Chinese translation by Midori-san at yahoo-hk-blog

 

---------------------------------------------------------------------------

 

(Part4)

 

ในตอนที่นึกว่าจะหยุดชีวิตไว้ที่โรงงานไม้แห่งนี้ แต่แล้วคำพูดของเพื่อนร่วมโรงงาน อดีตนักร้องเองกะอย่างนากานิชิซัง ก็ปลุกให้ผมตื่นขึ้นมาอีกครั้ง "เราต้องทำอะไรสักอย่าง!"

 

นอกจากนี้ การที่ได้เห็นเพื่อนของผมมีแมวมองมาทาบทาม " คุณสนใจจะเป็นนักแสดงบ้างหรือเปล่า?" ถึงแม้จะจบลงด้วยการ "จ่ายเงินไป 300,000 เยน เพื่อที่จะถูกให้ทำงานเป็นโฮสท์! "... แต่ก็ทำให้ความคิดที่ว่า "เราต้องทำอะไรสักอย่าง!" ในใจผมแรงกล้ายิ่งขึ้น

 

หน้าตาแบบเพื่อนของผมเป็นที่ยอมรับในโตเกียวในขณะที่ผม แม้แต่รูปลักษณ์ภายนอกยังไม่ได้รับความสนใจ แต่แล้วรายการโชว์ของไอดอลทางทีวีอย่าง “Bishoujo Gakuen” กลับหยิบยื่นโอกาสที่จะได้ยืนอยู่แถวหน้าให้กับผม

 

แล้วผมก็สมัครเข้ารับการคัดเลือกใน " การคัดเลือกผู้แสดงในหนัง 10 เรื่องของ Amuse "จนได้ โดยมีเพื่อนจอมซื่อบิ้อของผมเป็นคนถ่ายรูปสำหรับคัดเลือกให้ พวกเราไม่มีเงินมากพอจะติดตั้งโทรศัพท์ และตอนนั้นก็ไม่ได้มีมือถือ ดังนั้นวิธีการเดียวเท่านั้นที่ Amuse จะติดต่อผมได้ก็คือ ทางไปรษณีย์โดยใช้ที่อยู่ของเจ้าของห้องเช่า จ่าหน้าถึงผม และ และ 2-3 วันหลังจากนั้น ผมก็ได้รับจดหมายที่ส่งข่าว " ผ่านขั้นแรก " จากเจ้าของห้องเช่า นั่นแปลว่าผมผ่านเข้าสู่ขั้นตอนสัมภาษณ์ได้

 

ผมรู้สึกค่อนข้างตื่นเต้น ตอนที่มาถึงวิคเตอร์สตูดิโอ อย่างแรกที่ต้องทำ คือ กรอกแบบฟอร์มซึ่งมีส่วนหนึ่งที่ถามว่า 'ความสามารถพิเศษ'  ด้วยความไม่ประสาของผม ทำให้ผมกรอกไปว่า "แบกไม้" อย่างมั่นอกมั่นใจ ก็มันเป็นความจริงนี่ และก็ด้วย "ความสามารถพิเศษ : แบกไม้ " นี่เอง ทำให้มีกรรมการสัมภาษณ์หลวมตัวมาติดกับ คนๆ นั้นคืออิจิเกะซัง แห่ง Amuse (ปัจจุบัน เป็นผู้จัดการใหญ่ของบริษัท) ในตอนสัมภาษณ์ อิจิเกะซังจึงถามผมว่า " ฟุคุยาม่าซังใช่ไหม ? ตรงช่อง 'ความสามารถพิเศษ' ที่กรอกไว้ว่า " ขนไม้ " น่ะ มันหมายความว่ายังไงครับ?" ผมซึ่งยืนอยู่ต่อหน้าเขาด้วยท่ามือไพล่หลังราวกับจะเตรียมต่อสู้ก็ไม่ปานตอบว่า " ก็ตามนั้นแหล่ะ 'ขนไม้' งานพิเศษที่ทำอยู่ตอนนี้ " และโดยไม่ทันยั้งคิด ผมยังพูดต่ออีกว่า " มีปัญหาข้องใจหรือไง?! " นั่นคือทัศนคติของผมที่ส่งกลับสู่สายตาเขา

 

" การคัดเลือกผู้แสดงในภาพยนตร์ 10 เรื่องของ Amuse " เป็นโปรเจ็คเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปีของบริษัท Amuse ในการถ่ายทำหนังทั้งหมด 10 เรื่องนั้น จำเป็นต้องเกณฑ์นักแสดงเข้ามาโดยการเปิดรับสมัครคัดเลือก และเกือบทุกคนที่มาเข้ารับการทดสอบล้วนแต่อายุน้อยกว่าผมทั้งนั้น และความจริงที่ว่าผมอาจจะเป็นคนที่แก่ที่สุดในที่นั้น ก็ทำให้ผมรู้สึกโหวงๆ อย่างไรพิกล โทเนซากุ โทชิฮิเดะ (東根作寿英) ที่ตอนนี้ถูกเรียกว่า “Seibyou Sensei”  ก็เป็นหนึ่งคนที่สมัครเข้ารับการทดสอบในครั้งนี้เหมือนกันด้วย อายุน้อยแถมหน้าตาน่ารักอีก
พวกเด็กหนุ่มหน้าตาน่ารักพวกนี้ บางคนก็ซ้อมเดาะลูกฟุตบอล ขนาดผมเห็นแล้วยังอดไม่ได้ที่จะพูดว่า " เด็กนี่น่ารักสุดๆไปเลย" ทุกคนดูสดใสมีชีวิตชีวากันมากจริงๆ
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว "การขนไม้" นี่..
สำหรับผม ที่ความสามารถที่มีนอกเหนือจาก "ขนไม้"
ก็ทำได้เพียงจับกีต้าร์ที่ซื้อจากเงินที่ได้จากการรับจ้างล้างจาน สมัยอยู่นางาซากิขึ้นมาบรรเลง

ทว่า ท่ามกลางเหล่าหนุ่มน้อยผู้สดชื่นและมีชีวิตชีวาเหล่านั้น
ภาพของผมที่ดีดดีตาร์พร้อมร้องเพลงของ ชิเกรุ อิซุมิยะซัง "Haru Natsu Aki Fuyu"
เลยดูโดดออกมาจากกลุ่มอยู่แต่เพียงผู้เดียว

 

 

 

Original story in Japanese language posted on ANN TamaRadi Blog 2007.03.28

Chinese translation by Midori-san at yahoo-hk-blog

 

-----------------------------------------------------------------

 

(Part 5 & some of 6)

 

季節のない街に生まれ         Born in the streets with no seasons
風のない丘に育ち               Growing up in the mountains with no wind
夢のない家を出て                Coming from a home with no dreams
愛のない人にあう                Meeting a person with no love

人のためによかれと思い         For the good of others
西から東へかけずりまわる      I rush about from west to east
やっとみつけたやさしさは`      And the kindness I finally see
いともたやすく しなびた         Too easily withered away

春をながめる余裕もなく         I have no leisure to look at the Spring
夏をのりきる力もなく             I have no energy to get through the Summer
秋の枯葉に身をつつみ          My body is covered by the dried leaves of Autumn
冬に骨身をさらけ出す           My bones and flesh are exposed in the Winter
 
今日ですべてが終るさ           Everything ended today
今日ですべてが変る             Everything changed today
今日ですべてがむくわれる      Everything was being destroyed today
今日ですべてが始まるさ         Everything starts today

(泉谷しげる   “春夏秋冬”)      (Shigeru Izumiya   “Haru Natsu Aki Fuyu)

 

สรรพสำเนียงกีต้าร์ที่ผมตีความออกมาแบบหม่นมัวนั้น
ดูจะทำให้ผู้สัมภาษณ์ประทับใจแบบแปลกๆ (ประหลาดๆ)
ในบรรดาผู้สมัครอายุน้อยเหล่านี้
บางคนอยู่ในคณะละคร
บางคนก็กำลังเรียนการแสดง
ผมที่เป็นมือสมัครเล่น ไม่มีประสบการณ์ด้านการแสดงมาก่อน
แอบมองการแสดงของพวกเขา แล้วก็ได้แต่คิดว่า " ไม่มีทางที่เราจะสู้ได้.... "

ความรู้สึกที่แท้จริงของผม ซึ่งมีประสบการณ์แค่เคยเล่นอยู่วงดนตรีที่เล่นเพลงของคนอื่น คือ “แย่แล้ว มาผิดที่ซะแล้วเรา” ระหว่างการสัมภาษณ์ก็มีการทดสอบให้อ่านบทหลายครั้ง ที่แน่ๆ คือผมทำได้แย่มาก

 

หลังจากวันนั้นแล้ว ผมถูกเรียกตัวไปทดสอบอีก 2-3 รอบ ไม้; กีต้าร์....ผมต้องวนเวียนเล่นอยู่แบบนี้ จนเริ่มจะเกิดความรู้สึกว่าไม่จบไม่สิ้นเสียที " จะต้องเป็นแบบนี้ไปอีกนานเท่าไหร่? " ผมเริ่มคลางแคลงใจ จนในที่สุดผมก็ได้รับแจ้งว่า " รอบต่อไปจะเป็นการคัดเลือกรอบสุดท้าย "

 

การคัดเลือกรอบสุดท้ายจะมีในวันอาทิตย์ ผมได้แต่รอและรอ แต่ก็ไม่ได้รับจดหมายยืนยัน ซึ่งตามปกติแล้วน่าจะส่งมาตั้งแต่วันพูธ

วันพฤหัส ยังไม่มา
วันศุกร์ ยังไม่มา
วันเสาร์ ก็ยังไม่มา

 

ผมเลยคิดว่า "งั้นเราคงไม่ได้รับการคัดเลือก" แต่ก็ยังคงติดต่อไปที่สำนักงานเพื่อขอรับการยืนยัน และก็ได้รับคำตอบแบบไม่ใคร่เอาใจใส่นักว่า "โอ้ ทางเราก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าคุณจะผ่านหรือไม่ผ่าน" คงเป็นอย่างคิดไว้ คือ ที่สุดแล้วผมก็ไม่ได้รับคัดเลือก ช่างเต็มไปด้วยความผิดหวัง อับอาย และเดือดดาล สุดจะบรรยาย ผมเริ่มรู้สึกทดท้อใจและอยากจะยอมแพ้

 

ดังนั้นในวันอาทิตย์ซึ่งเป็นรอบสุดท้าย เพื่อที่จะหยุดความรู้สึกย่ำแย่ของตัวเอง
ผมขับรถซื้อมาก่อนหน้านี้ด้วยราคา 90,000 เยน
ไปตามทางหลวงหมายเลข 16 มุ่งหน้าไปทางโอเมะ (青梅)
แต่แล้ว...
"ตูมมม" หลังเสียงตู้มนี้เอง ท่อไอเสียก็หลุดออกตัวรถมากองอยู่กลางทางหลวงหมายเลข 16
"เฮ้ย แย่แล้ว" ไม่มีทางเลือกอย่างอื่น ผมได้แต่เก็บท่อไอเสียใส่ไว้หลังรถ แล้วก็ขึ้นขับกลับบ้าน
แล้วด้วยเหตุนี้ผมเลยกลับมายืนอยู่ตรงที่จอดรถหน้าบ้านตัวเอง แล้วก็พยายามซ่อมท่อไอเสีย ในตอนนั้นเอง

 

“ขอโทษครับ มีโทรเลขมาถึงคุณ”

 

Chinese translation by Midori-san at yahoo-hk-blog

 

-------------------------------------------------------------

 

(Rest of Part 6)

 

“ขอโทษครับ มีโทรเลขมาถึงคุณ”
อย่างไม่ได้คาดคิด มีโทรเลขส่งมาหาผม
หน้าซองจ่าหน้าผู้รับว่า ฟุคุยาม่า มาซาฮารุ
เมื่อผมเปิดออกอ่านก็พบว่า " กรุณาติดต่อกลับโดยด่วน "

ผมรีบโทรศัพท์กลับไปอย่างด่วน
คนที่รับโทรศัพท์ ซึ่งน่าจะเป็นหนึ่งในทีมงานของ Amuse ที่อยู่ในสถานที่ทำการคัดเลือก
ตะโกนใส่ผมทันทีว่า...

" ทำอะไรของนายอยู่? นายผ่านการคัดเลือกรอบก่อนหน้านี้แล้ว ทำไมไม่มา? รีบมาที่นี่เดี๋ยวนี้เลยนะ เร็ว! "

 

ปกติแล้วการทดสอบจะเริ่มตอนประมาณ 8 - 9 นาฬิกา ผมมองดูนาฬิกาก็เห็นว่าเป็นเวลาบ่ายโขแล้ว จากบ้านผมที่อากิชิมะ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ชม. กว่าจะไปถึงสถานที่ทดสอบ
" ขอโทษนะครับ ถึงผมจะออกไปตอนนี้กว่าจะถึงก็คงเลยบ่าย 3 โมงไปแล้ว"
" ช่างมันเถอะ! รีบออกมาได้แล้ว! "
เมื่อเขาพูดแบบนี้ ผมก็เลยตัดสินใจมุ่งหน้าออกมา

 

นี่ถ้าท่อพักไอเสียผมไม่หลุดออกมากองบนทางหลวงที่ 16 แถวหน้าฐานบินโยโกตะ ผมคงจะมุ่งหน้าไปถึงโอเมะเพื่อที่จะหยุดตัวเองไม่ให้คิดถึงเรื่องเกี่ยวกับการทดสอบ ผมก็คงจะไม่รู้เลยว่าตัวเองผ่านการคัดเลือก รวมทั้งโทรเลขด้วย ขอบคุณคุณพระคุณเจ้าจริงๆ สำหรับท่อพักไอเสียที่พัง ทำให้ตอนนี้ผมได้ทั้งรู้ผลและโทรเลข

 

ผมคิดขึ้นมาว่า ถึงพวกเขาจะให้ผมมา (ทดสอบ) ตั้งหลายครั้ง แต่ยังไงก็คงจบลงด้วยการไม่ผ่านการทดสอบรอบนี้ไปได้ ผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองโง่เง่าอีกครั้งที่หาทางบึ่งมาเพื่อการคัดเลือกที่จบไปแล้ว ผมไปที่ทดสอบด้วยความรู้สึกกึ่งโมโห และเมื่อถึงแล้ว ยังไม่ทันไร ผู้สัมภาษณ์บอกผมว่า " เอาล่ะ ร้องเพลงอะไรก็ได้" หน้าตาผมเลยบูดบึ้งยิ่งขึ้น คนอื่นๆ คงจะเต้นรำหรือแสดงอะไรอื่นอย่างสดชื่น มีชีวิตชีวาแน่ๆ แต่ผมกลับถูกสั่งให้ร้องเพลงพร้อมกับกีตาร์เพียงตัวเดียวอีกครั้ง พวกเขาเรียกให้ผมกระวีกระวาดออกมาอย่างรีบด่วน แล้วพอมาถึง แบบไม่ทันตั้งตัว ก็ให้ร้องเพลง! เรื่องบ้าบอพรรณนี้มีด้วยเหรอ? (*มาชาน้อยเริ่มมีน้ำโห)


ผมร้องเพลงทั้งๆ ที่อารมณ์กำลังเดือดปุดๆ “Haru Natsu Aki Fuyu” ให้กรรมการฟังอีกครั้ง
พอร้องเสร็จ กรรมการก็บอกผมว่า "เราจะแจ้งผลให้ทราบวันนี้เลย กรุณารอที่นี่สักครู่"

 

 

"ผ่าน"

 

 

ผมก็ไม่รู้เหตุผลเหมือนกันว่าเพราะอะไร แต่ผมก็ "ผ่าน" การคัดเลือกแล้ว
หลังจากนั้น ท่านประธานของบริษัท Amuse โอซาโต้ ยูกิจิ ก็ออกมากล่าวทักทายกับผู้ผ่านการคัดเลือกแต่ละคนตอนที่เขามายืนอยู่ต่อหน้าผมนั้น เขาก็เอ่ยออกมาทันทีว่า "โอ้ เธอหรือเปล่า? ที่ว่าเป็นนักเลงอยู่แถวชินจูกุ"
"หือ?" (ไม่ใช่แล้ว....ผมทำงานอยู่ร้านพิซซ่าต่างหาก....)
"ใช่แล้ว ต้องใช่แน่ๆ แค่มองหน้าก็บอกยี่ห้อแล้ว~~"
"อะไร....(คนๆ นี้ไม่ยอมฟังคนอื่นพูดเอาซะเลย)

 

ในที่สุดผมก็ผ่านการทดสอบเพื่อรับบทในหนัง 10 เรื่องของ Amuse จนได้
ภายใต้ร่มเงาของประธานที่ไม่ค่อยฟังสิ่งที่คนอื่นพูดเอาซะเลยนี่ ผมจะเป็นยังไงบ้างล่ะนี่
ผมยังมองไม่เห็นอนาคตเอาเสียเลย

 

~End of Chapter 3~

 

Chinese translation by Midori-san at yahoo-hk-blog

 

---------------------------------------------------------------------

 

เอิ๊กกกก บทที่ 3 นี่เล่นเอาเกือบเดี้ยง จากศัพท์สำนวนแบบคำพูดของภาษาอังกฤษ -__-"

สำหรับนักร้องเพลงเองกะ (Enka) ที่นากานิชิซังเคยเป็นนั้น ก็คือ เพลงลูกทุ่งญี่ปุ่นน่ะค่ะ
ที่ญี่ปุ่นก็เหมือนบ้านเรา คือ คนที่ขายๆแผ่น CD ได้เยอะๆ นี่ไม่ใช่เพลงสตริงนะคะ
แต่เป็นลูกทุ่ง (อย่างต่าย อรทัย บ้านเรานี่ทำได้ถึงล้านอ่ะ) ยอดขายแผ่นของญี่ปุ่นสูงสุดตอนนี้
ก็เป็นของนักร้อง Enka ค่ะ รองลงมาถึงเป็นท่าน 2 คู่ดูโอวง B'z ค่ะ

 

 

ส่วนนี่คือต้นฉบับเพลง “Haru Natsu Aki Fuyu” ที่มาชาร้องตอนไปออดิชั่นค่ะ

 

-------------------------------------------------------------------

 

 

 

วันนี้คุณ ก ตรวจแล้ว เลยมาโพสแก้ที่ผิดค่ะ จะเป็นอันที่ไฮไลท์สีน้ำเงินไว้นะคะ
แล้วก็นึกขึ้นได้ว่ารูปข้างบนนี้น่าจะเข้ากับบรรยากาศเลยเอามาโพส ยังกับรูปถ่าย
ตามโมเดลลิ่ง   คิดว่าตอนถ่ายลงหนังสือเล่มนี้แปะน่าจะเล่นละครเรื่องแรกละมั้งคะ
(เป็นบทรองๆ ไม่เด่น) ไม่น่าจะห่างจากปีที่ออดิชั่นนี้นัก คิดว่าไงดี? เหมือนพวกนักเลง
กับคนงานโรงไม้ไหมคะ อิ อิ (เหมาะกับเล่นเป็นตัวร้าย lol)

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ถ้ามาชาแต่งงานไปกับลูกสาวโรงงานไม้ตั้งแต่ตอนนั้น...sad smile
พวกเราคงอดฟังเสียงเพราะ ๆ ของนักร้องสุดเท่ห์คนนี้แน่เลย question

#1 By nynany (203.159.36.12) on 2009-03-04 20:25

ถึงขั้นคิดอยากจะเป็นเขยบ้านนั้น
หนึ่งสามสาวลูกสาวเจ้าของโรงงาน
คงเป็นหนึ่งในอดีตความทรงจำของฟุคุยามะ big smile

จากหนุ่มจืดที่ไม่เป็นที่สนใจ ไม่สะดุดตาในแบบโตเกียว
มาเป็นผู้ชายที่สาวญี่ปุ่นอยากแต่งงานด้วยที่สุด 3 ปีซ้อน

ตอนนั้นมาช่ะคงคิดไปเองมั้งว่าตัวเองน่ะเห่ย sad smile

#2 By tk on 2009-03-04 20:55

โอ้ว เริ่มเข้าเคล้า เเล้ว

บทนี้รู้สึกถึงคำว่า
"โชคชะตา"
จิงๆ

จะรออ่านบทต่อไปนะค่ะ

#3 By (202.28.6.18) on 2009-03-04 21:34

สวัสดีค่ะ
ตามมาจากบันเทิงแดนซากุระค่ะ
จริง ๆ ก็ไม่ได้ตามมาซาฮารุ ฟุคุยาม่าเป็นพิเศษ แต่ด้วยความอยากรู้ว่ามาซาฮารุผ่านอะไรมาบ้างกว่าจะเป็นนักร้องอย่างที่เห็นทุกวันนี้ ก็เลยตามมาหาอ่านด้วยคนค่ะ
ขอบคุณสำหรับคำแปลนะคะ แปลได้น่าอ่านจริง ๆ
จะรออ่านตอนต่อไปค่ะ

#4 By shinsky (210.1.4.206) on 2009-03-05 12:50

อ่านเรื่องราวของเฮียแล้ว ทำให้รู้ว่าการที่จะเป็นได้อย่างทุกวันนี้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

หน้าตาเฮียตอนหนุ่มนี่ ร้ายเอาเรื่องเหมือนกันนะ ดูจิ๊กโก๋หน่อยๆด้วย ^^

#5 By chilli (124.121.57.231) on 2009-03-07 02:50

อ่าาา...ชีวิตคุณพี่ช่างโชกโชนเสียนี่กะไร
ก้อเพิ่งได้รู้จักคุณพี่จากเรื่องกาลิเลโอเนี่ยเเหละคะ ...เเบบว่าพี่เค้าท่าทางคล้ายคนรู้จักคนหนึ่งที่ไม่ค่อยอยากพิศมัย เลยยิ่งทำให้อยากรู้ว่าคนเล่นเรื่องนี้เป็นใครมาจากไหน และเเล้ว....พอได้ฟังเพลงของคุณพี่เเล้ว...>///< หลงติดกับที่คุณพี่วางไว้ซะแล้วหละคะ...เพลงเพราะมากกกกๆๆๆๆ จะไปตามเก็บให้ครบหละคะ^^
ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ

#6 By galae-kung on 2009-04-18 22:24