Fukuyama : ANN-Tokyo tower 1
posted on 25 Feb 2009 22:00 by molecularkitten in MashaSection
หายไปเปื่อยอยู่พักหนึ่ง เรื่องกินก็ยังพะอืดพะอมเหมือนเดิม
แต่ก็ทานได้มากกว่าวันแรก ถ้ามันไม่เหม็นกลิ่นกับข้าวมากนัก T_T
วันนี้เป็นโปรเจ็คที่อยากทำมาพักหนึ่งแล้วค่ะ พอขออนุญาติคนแปล
ได้ก็เลยเริ่มจะเอามาโพส ตอนนี้ที่บ้านอินเตอร์ของแปะ กำลังมีการแปล
บล็อคของมาชาที่รายการ All Night Nippon มาโพสให้อ่านกันอยู่ค่ะ
นับเป็นความกรุณาอย่างเหลือแสนของ Midori-san ผู้แปลเป็นภาษาจีน
และ izumisano-san ผู้แปลจากจีนเป็นภาษาอังกฤษอีกที เพื่อให้แฟนๆ
มาชาชาติอื่นๆ ได้อ่านกัน
เราอ่านแล้ว อยากแปล เลยขออนุญาติ 2 ท่านด้านบน แปลเป็นภาษาไทยอีกที
ที่บอกว่าอยากแปล เพราะว่า เรื่องน่าอ่านค่ะ ช่วงเวลาที่มาชาเขียนบล็อคนี้
เข้าใจว่าเป็นต้นปี 2007 ที่มีการโปรโมทซิงเกิ้ล Tokyo nimo attanda
ของแก เพลงนี้มาชาทำเพื่อประกอบภาพยนตร์ Tokyo towers ที่เพิ่งเข้าฉาย
ไปในบ้านเราเมื่อปีที่แล้วนี่เอง แล้วทาง TPBS ก็เอาภาคซีรี่ย์ของเรื่องนี้เข้ามาฉาย
แล้วด้วย เรื่องราวของ "มาคุง" เด็กหนุ่มจากบ้านนอกที่เข้ามาตามหาฝันใน
โตเกียว โดยมีแม่ที่รักคอยเอาใจใส่และผลักดันอยู่ข้างหลัง แต่ "มาคุง"
เด็กหนุ่มที่มีความใฝ่ฝันอยากเป็นจิตรกร กลับหลงแสงสีในโตเกียวจนเกือบลืม
ความรักและความหวังอันยิ่งใหญ่ของผู้เป็นแม่ที่รอคอยเขาอยู่ทุกลมหายใจ
"มาคุง" ในเรื่องนี้ไม่ใช่คนอื่นคนไกลเลยค่ะ เขาคือ ลุงลิลี่ แฟรงกี้
นักเขียนชาวญี่ปุ่นชื่อดัง เพื่อนสนิทกินเหล้า + อยู่อพาร์ทเม้นต์เดียวกันกับมาชา
นี่เอง ฉะนั้นก็ไม่ต้องแปลกใจเลยที่มาชาจะได้เป็นคนทำเพลงประกอบให้ภาพยนตร์
เรื่องนี้
ภาคหนังได้คุณ โจ โอดางิริ มาเล่นเป็นลุงลิลลี่ ส่วนภาคซีรี่ย์ได้หนุ่มโมโค
บอกตรงๆว่ากรี๊ดคุณโจมากกว่า เพราะว่าเซอร์เหมือนลุง ส่วนโมโค อันเนื่อง
มาจากว่าอีเจ้ไม่นิยมของดำ เลยขอผ่าน
แต่ก็มีเรื่องอื่นที่เหมาะอีก นั่นก็คือ ชีวิตของมาชาเอง จะว่าไปก็ไม่ได้ต่างจากลุงลิลี่
เพื่อนรักสักเท่าไหร่หรอกค่ะ
มาชากับลุงลิลี่ค่ะ ไปก๊งเหล้ากินข้าวถ่ายรูปลงหนังสือด้วยกัน
มีเอย์ตะพ่วงไปด้วย เนื่องในอะไรก็ไม่รู้
Tokyo Tower ~Me & My Radio, & sometimes My Mom~
ที่มาชาเขียนลงบล็อคในรายการวิทยุ เหมือนกับการเล่าเรื่องราวสมัยก่อนของตัวเอง
"ก่อนที่" และ "กว่าที่" จะมาเป็น ฟุคุยาม่า มาซาฮารุทุกวันนี้ ค่ะ จะว่าเป็น
Tokyo towers ภาคมาชาเองก็ว่าได้ เราอ่านดูแล้วก็คิดว่านี่ไม่ได้เป็นเรื่องของ
star คนหนึ่ง แต่เป็นคนทำงานที่เขียนบล็อคเล่าเรื่องราวความฝัน ความจริง
อดีต แรงบันดาลใจ แล้วข้อผิดพลาด เปิ่นเป๋อ ทั้งหลายทั้งปวงที่ตัวเองเคยทำไว้
ให้คนอ่าน อย่างตรงไปตรงมา เลยรู้สึกว่าอยากแปล เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อ
คนอื่นมั่ง
จะค่อยๆทยอยเอาลงเรื่อยๆ เท่าที่จะมีเวลาแปลได้นะคะ และผิดพลาดตรงไหน
สามารถบอกได้เต็มที่ค่ะ จะเป็นพระคุณอย่างสูง m^_^m
ภาคนิยายมีแปลเป็นไทยค่ะ แปลจากต้นฉบับของลุงลิลี่
-----------------------------------------------------------------------
Chapter 1
Tokyo Tower ~Me & My Radio, & sometimes My Mom~
This story was translated from English version by izumisano-san at Mashaplus-forums Feb 06th, 09
(Registration to be a member is required before you can log in ^^b)
(Part 1)
เดือนกันยายน ปี 1987 สถานีนางาซากิ ชานชลาที่ 4 ตอนเย็น
ผู้คนที่กำลังเริ่มต้นเดินทาง กอดเกี่ยวความใฝ่ฝัน ผู้คนที่กำลังกลับบ้าน พร้อมกับความฝันอันแตกสลาย
เด็กหนุ่มในแว่นกันแดดเก่าๆ ซอมซ่อ เดินอยู่ท่ามกลางผู้คน และวิถีทางของแต่ละคน
ฟุคุยาม่า มาซาฮารุ ในวัย 18 ปี กับเรื่องราวการเดินทางอันน่าสนใจของเขา จากบ้านเกิด สู่ความสำเร็จในฐานะ "สมบัติของวงการวิทยุ" ที่โตเกียว ในอีก 20 ปีต่อมา
---------------------------------------------------------------------
"ข้าพเจ้าขอลาออกจากงานตั้งแต่เวลา 8.31 น. เป็นต้นไป ด้วยเหตุผลส่วนตัว..."
นั่นเป็นจดหมายขอลาออกฉบับแรกที่ผมเขียนขึ้น ก่อนหน้านั้น ต้องเล่าก่อนว่า ผมนึกไม่ออกเลยว่าจะเขียนยังไง จนต้องถ่อไปร้านหนังสือที่สถานีรถไฟนางาซากิ เพื่อที่จะมองหาหนังสือประเภท "พิธีการ และ พิธีกรรมเกี่ยวกับศาสนา"
เหตุผลที่ตอนนั้นผมเลือกทำงานบริษัทแห่งนั้น ก็เพราะว่า อยู่ห่างจากบ้านแค่เพียง 5 นาที แถมยังไม่ต้องทดสอบความรู้อะไรมากมาย งานง่าย ๆ แค่เป็น "พนักงานขายเครื่องใช้ไฟฟ้า" ซึ่งผมทำงานในตำแหน่งนี้ได้ราวๆสักสองเดือนเท่านั้นก่อนจะลาออก
ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมไม่เคยมีแผนว่าจะสอบเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมปลายเลยหลังจากที่จบจากม.ต้นแล้ว วงดนตรีที่ผมคลั่งไคล้ในตอนนั้นอย่าง "The Mods" เขียนไว้ในหนังสือของพวกเขาว่า "เพราะว่าพวกเรารักการเล่นดนตรีมาก ดังนั้นมีเพียงรองเท้าแตะคู่เก่งเท่านั้นที่เราพามุ่งสู่โตเกียว!" ผมเชื่ออย่างสนิทใจเลยว่า "ถ้าอยากทำเพลงร็อคแล้วล่ะก็ ดีที่สุดคือ ต้องไปไปโตเกียวหลังจากจบชั้น ม.ต้น!" แล้วก็คิดอย่างนี้มาตลอดจนกระทั่งวันหนึ่ง เพื่อนคนหนึ่งที่กระทั่งในหมู่เพื่อนฝูงก็ขึ้นชื่อว่าเป็นอันธพาลบอกกับผมว่า
"อย่างน้อย ๆ ก็เรียนให้จบจากม. ปลายซะก่อนเถอะ! ไม่ยังงั้นจะถือได้ว่า ไม่ตอบแทนพ่อแม่เอาซะเลย"
นี่เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกได้ว่าคงเป็นผมคนเดียว ที่มีความคิดที่ว่า "พวกเราทั้งหมดจะไปโตเกียว หลังจากที่จบชั้นม.ต้นแล้ว"
หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา มีเวลาแค่เพียงหนึ่งสัปดาห์ก่อนจะถึงวันสอบเข้า ผมปฏิรูปตัวเองใหม่โดยใช้เวลา 8 ชั่วโมงต่อวันบนโต๊ะหนังสือ เป็นการ "ตั้งใจเรียน" หนังสืออย่างหนักแบบที่ไม่เคยทำมาก่อน สายตาผมเริ่มแย่ลงจากตอนนี้เอง
ผลก็คือ สอบติด 3 ที่ สอบตกไป 2 ที่
ผมยื่นใบสมัครไปอีกสองโรงเรียนเผื่อไว้เฉย ๆ ที่หนึ่งไม่ตอบรับผมเข้าเรียน อีกที่หนึ่งก็มีข่าวว่าอันธพาลตัวเอ้ ขึ้นชื่อลือชาเรื่องต่อยตีอยู่ที่นั่น ผมเคยมีเรื่องกับหมอนั่นมาก่อน ดังนั้นที่ที่ผมเลือกแบบเป็นเรื่องเป็นราวมากที่สุด ก็คงเป็นโรงเรียนแรกในสามตัวเลือก - วิทยาลัยเทคนิคสายอาชีพ
Original story in Japanese language posted on ANN TamaRadi Blog 2007.03.13
Chinese translation by Midori-san at yahoo-hk-blog
------------------------------------------------------------------
(Part 2)
แล้วผมก็เข้าเรียนต่อชั้นมัธยมปลาย ชีวิตก็เริ่มดำเนินต่อไปด้วยการเรียน
ทั้งๆที่ผมพยายามอ่านหนังสือสอบเข้าแทบตาย แต่ก็ไม่ได้ทำให้เกิดความรู้สึกอยากไปโรงเรียนแต่ประการใด ที่นั่นมีแต่เด็กผู้ชายเหม็นเหงื่อ เพื่อนร่วมชั้นบางคนมีแผนว่าจะสอบเข้าใหม่ ในโรงเรียนเอกชนที่มีเด็กผู้หญิงอยู่ด้วยอตอนนั้นใจผมเริ่มคิดไปถึงเรื่องเลิกเรียนกลางคัน แต่ก็ไม่คิดว่า แม่ผมจะพูดว่า "ไม่เป็นไร ถ้าไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป" หรืออะไรที่มันใกล้เคียงทำนองนี้ได้แน่ๆ ดังนั้น ผมเลยเริ่มมองหาทางออกใหม่ ที่จะได้ไม่ต้องไปโรงเรียน
ผมคิดอยู่แบบนี้ทุกวัน จนกระทั่งนึกออกว่า "ถ้าเราไม่สามารถที่จะขอหยุดเรียนได้ งั้นทำไมไม่ทำให้ ร.ร. เป็นฝ่ายขอให้เราเลิกเรียนล่ะ?" ความคิดนี้แว้บเข้ามาในหัว ผมเลยเปิดสมุดคู่มือนักเรียนดู มีอยู่ 3 กรณี ที่จะถูกเชิญออกก็คือ
1. จี้ปล้น ลักทรัพย์
2. ประพฤติตนล่วงละเมิดทางเพศต่อสุภาพสตรี
3. มีพฤติกรรมรุนแรง
"...นี่ล่ะ, อันนี้แหล่ะ"
ไม่มีทางที่ผมกล้าพอจะไปเลือกหัวข้อแนวประกอบอาชญากรรมได้แน่นอน ดังนั้นก็เลยตัดสินใจเลือก "ถูกไล่ออกอันเนื่องจากมีพฤติกรรมรุนแรง" น่าจะเข้าท่าที่สุด
ผมเริ่มเล็งไปที่คนคนหนึ่งที่ไม่เคยลงรอยกันเลย ซึ่งมาคิดดูในตอนนี้แล้ว เขาก็ไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ว่าตอนนั้นในหัวของผมก็มีแต่คำว่า "ไล่ออก" อยู่เท่านั้นและแผนการนี้จะไม่มีความหมายเลย ถ้าไม่ได้ทำต่อหน้าคนอื่น ให้เป็นที่รับรู้ทั่วกัน พอคิดได้แบบนี้แล้ว ผมก็เลยลากเขาให้มาอยู่หน้าฝูงชน แล้วเราก็เริ่มซัดกันเต็มที่ คนอื่นก็ทยอยกันเข้ามามุงจนกลายเป็นกลุ่มใหญ่ สุดท้ายแล้ว คุณครูก็วิ่งเข้ามาเพื่อที่จะหยุดพวกเรา
แต่สิ่งที่คุณครูทำก็คือ มองมาที่ผมแบบเพ็งเล็งแปลก ๆ แล้วก็พูดว่า
"ทุกคน ฟังทางนี้ ฟังให้ดีนะ ครูไม่อยากให้ทุกคนในที่นี้เอาเหตุการณ์นี้ไปพูดต่อ ไม่ว่าจะกรณีใด ๆ ก็ตาม ฟุคุยาม่า จับมือกับเพื่อน คืนดีกันซะ เดี๋ยวนี้! ฟังนะ ห้ามพูดเรื่องนี้ให้ใครๆฟัง เข้าใจไหม?"
เอวัง
ละครการต่อสู้ของผมก็จบลงเท่านี้ โดยปราศจากการดำเนินการใดๆ ต่อ
อีกหลายปีหลังจากนั้น จึงจะถึงตอนที่ผมเรียนจบ ตัดสินใจที่จะทำงาน แล้วก็บอกแม่ว่า "จะลาออกเพื่อไปโตเกียว"
Chinese translation by Midori-san at yahoo-hk-blog
--------------------------------------------------------------------------------
(Part 3)
"ถูกไล่ออกเนื่องจากมีพฤติกรรมรุนแรง" แผนการทำผิดกฏของผมพังทะลายไปเพราะคุณครูประจำชั้นของผมเอง ด้วยปฏิกริยาผิดคาดว่า "จะไม่มีใครในที่นี้ พูดเรื่องนี้ให้คนอื่นฟัง"และจากเหตุการณ์นี้เองที่แม่ผมถึงกับน้ำตาตก "แม่ขอร้องให้ไปโรงเรียนเถอะ!" ดังนั้นตลอดทั้ง 3 ปีต่อมา ผมเลยไปโรงเรียนแบบไม่มีขาด อย่างน้อยก็ถือว่าได้ทำตามหน้าที่แล้วก็ตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ได้บ้างแล้ว ผมจึงตัดสินใจที่จะหางานทำหลังจากเรียนจบ
ทั้งๆผมมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ แต่ก็ไม่สามารถที่เอามันมาเชื่อมโยงกับงานได้เลย เมื่อมาคิดดูในตอนนี้แล้ว อายุ 18 สำหรับผมในขณะนั้นคงยังไม่โตพอจริงๆที่จะรับผิดชอบต่องาน "ผมจะออกไปทำงานล่ะนะคร้าบบ" ผมมักจะออกไปจากออฟฟิศด้วยประโยคนี้ จากนั้นก็ไปจอดรถตามชายหาด แล้วก็เปิดเพลงของ โยชิดะ เทรุมิ กับ โอมาตะ มาซาโกะ ร้อง " ยารุกิ แมน แมน! " (เนื้อเพลง : ไฟของเธอลุกโชติช่วงแล้วหรือยัง?/แรงบันดาลใจก่อเกิดแล้วหรือยัง?) แต่ว่านี่มันดีแน่แล้วหรือ? ผมอยากจะดำเนินชีวิตแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ จริงหรือ? แล้วความคิดหนึ่งก็ออกมา "เราอยากจะออกไปจากตรงนี้" มันแรงกล้าขึ้นทุกทีทุกที ตามวันเวลาที่ผ่านไป
ทั้งที่เพิ่งเข้าทำงานที่บริษัทได้ไม่กี่เดือน แต่แล้ว ฟุคุยาม่า มาซาฮารุ อายุ 18 ปี ก็ถือจดหมายขออนุมัติลาออกกลับมาที่บ้าน
"แม่ ผมลาออกแล้วนะ ผมจะไปโตเกียว!"
ผมบอกกับแม่แบบนี้ ตอนนั้นแม่กำลังทำอาหารเย็นอยู่ แน่นอนว่า ในฐานะแม่แล้ว ต้องค้านอย่างถึงที่สุดแน่ๆ จริงไหม?
"เอ้า จริงรึ? งั้น อยากไปเมื่อไหร่ก็ไปเถอะ" นี่คือ คำตอบของแม่ ที่ทำให้ผมประหลาดใจสุดขีด
แค่คำพูดง่ายๆอย่างเดียวว่า OK นี่นะ! มันจะแปลกเกินไปหน่อยแล้ว! อีกหลายปีหลังจากนั้น ผมถึงได้ถามแม่เกี่ยวกับเหตุการณ์วันนั้น
"แม่ แม่จำได้ไหมว่า วันนั้นแม่ตอบตกลงอนุญาติผมแบบเร็วมากเลย"
แต่แม่ก็ตอบกลับมาแบบเฉยๆ อย่างเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด
"แม่รู้มาตั้งนานแล้วล่ะ รู้ทุกอย่างที่มันอยู่ในโต๊ะแกนั่นแหล่ะ แกเขียนจดหมายขอลาออก แม่ก็รู้หมดแล้ว"
"แม่! งั้นหลายปีที่ผ่านมานี้แม่ไม่คิดบ้างหรือว่าแม่ค้นลิ้นชักโต๊ะผมมากเกินไปน่ะ งั้นต้องเป็นแม่แน่ ๆ เลยที่ขนเอา 'นิตยสารล้ำค่า' ของผมไปทิ้ง ใช่ไหม!?"
ด้วยเหตุนี้นี่เอง ผมเลยคิดว่า แม่ ๆ ชาวคิวชูนี่ต้องมีกิจวัตรประจำวันในการให้ความสนใจต่อลิ้นชักของบรรดาลูก ๆ ในขั้นมากเกินควรแน่ ๆ
และก็ยังมีเรื่องหนึ่งที่ผมจำไม่ได้ แต่แม่กลับจำได้กระจ่าง
"วันนั้นเป็นครั้งแรกด้วย ที่แกพูดว่า "ขอบคุณ" ให้แม่ แกจำได้ไหม?"
Original story in Japanese language posted on ANN TamaRadi Blog 2007.03.14
Chinese translation by Midori-san at yahoo-hk-blog
------------------------------------------------------------------------------------
(Part 4)
พ่อผมเสียไปเมื่อตอนที่ผมเรียนอยู่วิทยาลัยเทคนิคปี 2 พ่อติดเหล้าหนักมาก และเรื่องเดียวที่ชอบทำก็คือ เล่นไพ่นกระจอก ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 นั้น การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะเป็นประเทศแห่งอุตสาหกรรมชั้นนำ สนับสนุนส่งเสริมให้ญี่ปุ่นแข็งแกร่งขึ้นเป็นอันมาก และเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย บรรดาบริษัทผู้ผลิตทั้งหลายต่างจ้างงานลงไปในส่วนของบริษัทเล็กๆ รายย่อย พ่อทำงานเป็นลูกจ้างของบริษัทรายย่อยเหล่านี้อีกทีและค่าจ้างรายวันเหล่านี้ก็หายไปกับการดื่มก่อนที่กลับมาถึงบ้าน พอดื่มหนักๆเข้า เรื่องก็ลงเอยที่การทะเลาะเบาะแว้ง และขโมยข้าวของของที่บ้านออกไป แน่นอนว่าไม่มีเงินเหลือกลับบ้านแม้แต่เซ็นต์เดียว
แบบนี้แหล่ะ ที่เป็น"พ่อ"ของผม
แม่เคยคิดจะพาผมกับพี่ชายออกจากบ้านหลายครั้ง "แม่เคยตกหลุมรักคนแบบพ่อได้ยังไง?" ผมเคยนึกสงสัยมาตลอดแต่จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ แม่ก็ยังพูดถึงพ่ออยู่ว่า "ถึงจะเป็นแบบนั้น แต่เขาก็เคยมีแง่มุมอ่อนโยนอยู่บ้างเหมือนกัน" อาจเป็นเพราะแม่ที่เข้มแข็งในแบบของตัวเอง สามารถยอมรับพ่ออย่างที่เขาเป็น ก็คงยอมรับผมในแบบที่ผมเป็นได้ ผมที่ตอนเรียน ม .ปลาย ไม่สนใจเรียน ลาออกจากงานกลางคัน และอยู่ๆ ก็ออกปากอยากไปโตเกียว ในหน้าร้อน ตอนอายุ 18
ผมไม่เคยบอกใครมาก่อนเลยว่า "อยากเป็นนักดนตรี" จนถึงวันที่ผมต้องออกเดินทาง พวกเพื่อนและแฟนที่คบอยู่ด้วยกันตอนนั้นตามมาส่งที่สถานี เวลานั้นรู้สึกว่า ผมจะลืมบอกแม่ไปด้วยซ้ำว่าจะออกเดินทางกี่โมง
รถไฟสีน้ำเงินเคลื่อนตัวอย่างช้า ๆ ออกจากสถานี ความคิดของผมก็เริ่มล่องลอยไปไกลถึงอนาคตข้างหน้าอย่างรวดเร็ว จากตรงนี้ ชีวิตก็เหมือนเพิ่งเริ่มต้น สุดท้ายแล้วผมก็เป็นอิสระ ไม่เห็นเป็นไรเลยเรื่องที่ว่าจะเป็นนักดนตรีได้หรือไม่ได้ สิ่งที่ต้องการตอนนี้ก็แค่เพียง "อิสรภาพ" เท่านั้น ผมคิดอยากจะออกจากเมืองเล็กๆนี่อยู่เสมอ ไปที่ที่ไม่มีใครรู้จักว่าผมเป็นใคร และทั้งที่ยังไม่เข้าใจความหมายของคำว่า "อิสรภาพ" ที่แท้จริง แต่ในช่วงเวลาฟุ้งฝันนั้นผมก็คิดไปแล้วว่าการออกจากที่นี่เพื่อไปโตเกียวนั้น เรียกว่าเป็น "อิสรภาพ" แล้ว
The Midnight Blue Train (ブルートレイン)
Can take me anywhere it wants
Just as I thought
To speed on, is to live
I say this without doubt
(Hamada Shogo, Midnight Blue Train)
~ End of Chapter 1 ~
Chinese translation by Midori-san at yahoo-hk-blog
---------------------------------------------------------------------------------------
วันนี้คงแปลจนจบบทที่ 1 เพียงเท่านี้ค่ะ อ่านแล้วเราจำได้เรื่องหนึ่งว่าแปะเคยให้สัมภาษณ์ว่า
ปกติแล้วเป็นคนไปโรงเรียนไม่มีขาด ก็เพราะว่ามีสาเหตุมาจากว่า ทำให้โอก้าซังน้ำตาตกมาก่อนนี่เอง
Special thank
คุณ ก สำหรับคำแปลภาษาญี่ปุ่นบางคำที่ติดขัดค่ะ ขอบคุณมาก
Masaharu Fukuyama - FREEDOM.mp3 -
-----------------------------------------------------------------------
มาปรับแก้ช่วงที่แปลผิด และเพิ่มช่วงที่ตกไปค่ะ ด้วยความช่วยเหลือของคุณ ก ที่ช่วยตรวจจากต้นฉบับภาษาญี่ปุ่นให้อีกที ทำให้รู้ว่าตัวเองก็ยังอ่อนด้อยภาษาอังกฤษอีกมากมาย แต่นี่ถือว่าเป็นโอกาสดีอย่างสูงเลยที่มีคนมาตรวจแก้ให้เพราะไม่อย่างนั้นจะไม่รู้เลยว่า ควรปรับปรุงตรงไหน ตรงไหนที่เราไม่ละเอียดถ้วนถี่ แล้วก็เข้าใจผิด
สำหรับบทที่ 2 แล้ว ดูเหมือนจะยากยิ่งไปกว่าเดิมเสียอีก คราวนี้จะลองพยามใหม่ให้ถ้วนถี่กว่าเดิมค่ะ อาจต้องใช้เวลาสักหน่อย เพราะค่อยๆ ทำไปเท่าที่จะว่าง
จะพยายามค่ะ ToTb

Thank you Midori-san and Izumisano-san for translation m(_ _)m .
ปล.คุณอิซึมิซาโนะเป็นแฟนHanaKimiเปล่าคะ
#1 By puki on 2009-02-25 23:17